เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา สนธิสัญญา New START ลดปริมาณการครอบครองอาวุธทางยุทธศาสตร์ (อาวุธนิวเคลียร์) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ—รัสเซีย ได้หมดอายุลงอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นครั้งแรกของโลกยุคหลังสงครามเย็น ที่ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์อันดับต้นของโลก ไม่มีสนธิสัญญาการควบคุมอาวุธมหันตภัย ซึ่งในขณะเดียวกันยังเป็นสนธิ สัญญาเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการตระหนักรู้ว่า การตัดสินใจใช้อาวุธนิวเคลียร์จะไม่มีฝ่ายใด เป็นผู้ชนะ ทุกฝ่ายย่อมตายตกตามกันสนธิสัญญานิวสตาร์ตลงนามเมื่อปี 2554 มีระยะเวลา 10 ปี และทั้งสหรัฐฯ-รัสเซียได้ต่ออายุสนธิสัญญาไปอีก 5 ปีบวก 1 ปี (1 ปีคือช่องว่างสำหรับเจรจารายละเอียดกันใหม่) กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายมีหัวรบนิวเคลียร์ที่ “พร้อมใช้งานทันที” ได้ไม่เกิน 1,550 หัวรบ ในจำนวนนี้ 700 หัวรบคือหัวรบที่พร้อมยิงจากขีปนาวุธข้ามทวีป ขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ และหัวรบที่ปล่อยจากเครื่องบินทิ้งระเบิดจริงอยู่ที่การสิ้นสุดของสนธิสัญญา ไม่ได้ หมายความว่าทางสหรัฐฯ-รัสเซียจะเร่งการผลิตหัวรบนิวเคลียร์เพิ่ม (เพราะเดิมทีสหรัฐฯ มีอยู่แล้ว 3,700 หัวรบ รัสเซีย 4,309 หัวรบ) แต่กรณีนี้ย่อมหมายถึงการ “เปิดทาง” ให้ทั้งสองมหาอำนาจยกระดับด้านความมั่นคง เช่น การเร่งพัฒนาระบบขีปนาวุธรุ่นใหม่ หรือการพัฒนาระบบขีปนาวุธขั้นสูงสำหรับต่อต้านขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์อย่างโครงการ โกลเดน โดมประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สงครามสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกเวลา และทำให้อาวุธนิวเคลียร์เปรียบเสมือน “หลักประกัน” ที่หนักแน่น ใครที่ครอบครองย่อมไม่ถูกคุกคาม ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “เกาหลีเหนือ” น้องใหม่ของวงการนอกจากนี้ ทั้งสหรัฐฯ-รัสเซียยังมองด้วยว่า ควรนำประเทศอื่นๆที่ครอบครองอาวุธ นิวเคลียร์เข้ามาอยู่ในสนธิสัญญาฉบับใหม่ดีหรือไม่ เพราะอย่างสหรัฐฯก็มีความกังวลกับ “จีน” ที่ครอบครองนิวเคลียร์ ประมาณ 600 หัวรบ และกำลังเพิ่มปริมาณมากขึ้นในระดับ 100 หัวรบต่อปีขณะที่รัสเซียมีความกังวลต่อชาติยุโรป อย่าง “อังกฤษ—ฝรั่งเศส” ที่มีหัวรบนิวเคลียร์ 225 หัวรบ และ 290 หัวรบตามลำดับ รวมถึงการที่ชาติสมาชิกองค์การนาโตอย่างเยอรมนี ที่อยู่ในโครงการแบ่งปันหัวรบนิวเคลียร์ (ขอจากชาติที่ครอบครองมาใช้งาน)ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม