หลังจากเงื้อง่าสรุปสำนวนและรวบรวมข้อมูลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานต่อศาลฎีกา เอาผิดอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ในความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112สิ่งที่ต้องลุ้นระทึกในขั้นตอนต่อไป หากศาลฎีการับคำฟ้องไว้พิจารณา จะส่งผลให้อดีต สส.พรรคก้าวไกลที่ดำรงตำแหน่ง สส.พรรคประชาชน ในปัจจุบัน 10 คน ที่ติดร่างแหคดีดังกล่าว จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ทันที จนกว่าศาลจะมีคำ พิพากษา ทั้งนี้หากศาลตัดสินมีความผิดจริง อาจถูกตัดสิทธิการลงรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิตในจำนวน สส.พรรคประชาชน 10 คน ที่รอศาลฎีกาชี้ชะตา แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 3.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 4.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 5.นายรังสิมันต์ โรม 6.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณ วงศ์วุฒิ 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์อีก 2 คนเป็น สส.กทม. ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ที่สำคัญในช่วงถูกหยุดการปฏิบัติหน้าที่จะส่งผลให้เสียงของ สส.พรรคประชาชน หายไป 10 เสียง และไม่สามารถเลื่อน 8 สส.บัญชีรายชื่อ ในลำดับถัดไปขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้ เพราะสถานะ สส.ยังไม่สิ้นสุดลง เป็นแค่การถูกพักงานชั่วคราวส่วนใหญ่เป็นแกนนำแถวหน้าของพรรคทั้งมิติการเมืองและเศรษฐกิจ หากถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่จะส่งผลต่อความเข้มแข็งพรรค ขาดผู้นำการอภิปราย ทั้งหัวหน้าพรรค มือเศรษฐกิจ มือกฎหมาย ทำให้การลงมติต่างๆ การทำงานในคณะ กรรมาธิการอ่อนกำลังลง กระทบการขับเคลื่อนงานในสภาลดทอนประสิทธิภาพยิ่งกระบวนการในศาลฎีกา ที่ต้องใช้เวลานานในการพิจารณาคดีด้านจริยธรรม ทำให้พรรคประชาชนต้องแบกภาระงานด้วยจำนวนคนที่น้อยลง แม้จะปั้นแกนนำรุ่นใหม่เข้ามาทดแทน ก็ยังไม่รู้ว่าจะทันกับเกมการต่อสู้ในสภาฯ ที่มีความเข้มข้นมากขึ้นหรือไม่ เพราะต้องใช้เวลาเพาะบ่มสร้างความเชื่อมั่น และบารมีทางการเมืองหากแกนนำหลักที่เป็นมันสมองพรรค ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่จริง จะถือเป็นสภาวะวิกฤติพรรคประชาชนที่จะถูกแช่แข็ง สร้างผลกระทบรุนแรงไม่ต่างจากการถูกยุบพรรค เพราะเป็นการบอนไซการเติบโตพรรค สูญเสียอำนาจต่อรอง และตัดกำลังการตรวจสอบ อยู่ในสภาวะที่ขยับตัวทำงานลำบาก กลายเป็นฝ่ายค้านที่มีความอ่อนแอ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม