8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเดิมพันอนาคตประเทศไทย ณ จุดที่ปลอดจากการหาเสียงโดยสิ้นเชิง เข้าโซนเข้มสุดๆตามกติกากฎหมายเลือกตั้ง ห้ามชี้นำหรือกระทำการลักษณะจูงใจใดๆ ทั้งสิ้น เข้าสู่โหมดของการโหวต กระบวนการลงคะแนนในคูหา นับตั้งแต่เข็มนาฬิกาบอกเวลา 08.00 น. หีบเลือกตั้งเปิดอย่างเป็นทางการ มีเวลา 9 ชั่วโมงเต็มๆสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 52.9 ล้านคน จะได้ออกมา “กาบัตร” เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปจนถึง 17.00 น. ปิดหีบลงคะแนน“นาทีทอง” ของประชาชนคนไทยจะได้สำแดง “ความเป็นเจ้าของอำนาจ”ห้วงระยะเวลาสั้นๆในคูหากาบัตร โอกาสใช้สิทธิความเป็นเจ้าของประเทศที่กลับมาอยู่ในกำมือแบบเต็มๆ 1 เสียงเล็กๆรวมเป็น 50 กว่าล้านเสียงมหึมา ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจต่อการกำหนดทิศทางบริหารบ้านเมือง ในเรื่องของการเลือกฝ่ายบริหารรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรมีผลผูกมัดต่อทุกองคาพยพของประเทศชาติ“ประชาธิปไตยกินได้” ส่งผลกระทบโดยตรงกับภาวะปากท้อง ไปยันอนาคตลูกหลานในภายภาคหน้าและพิเศษกว่าการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะรอบนี้ยังพ่วงวาระสำคัญ การทำ “ประชามติรัฐธรรมนูญ” ไปในคราวเดียวกันนั่นหมายถึงว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องกาบัตร 3 ใบรอบแรก ลงทะเบียนรับ “บัตรสีเขียว” เพื่อเลือก สส.เขตเลือกตั้ง พร้อม “บัตรสีชมพู” เพื่อเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรคที่ชอบและรอบสอง ต้องแสดงตนลงทะเบียนในหน่วยเลือกตั้งอีกครั้งในการรับบัตรสีเหลือง เพื่อทำการลงประชามติ ทำเครื่องหมาย “กากบาท” ในช่องสี่เหลี่ยม“เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพิ่มขั้นตอนซ้ำซ้อนมากขึ้น อาจยากลำบากอีกนิดหน่อยสำหรับตาสียายสาแต่นั่นไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ที่พัฒนาการเลือกตั้งยกระดับขึ้นตามยุคข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อหลักและโซเชียลฯหมดยุคนอนหลับทับสิทธิ ประชาธิปไตย “ติดเตียง” เหลือน้อยเต็มทียืนยันด้วยปรากฏการณ์สดๆร้อนๆ คิวเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพชวนตื่นตาตื่นใจ ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ “นิวโหวตเตอร์” แสดงความตื่นตัว แห่ออกมาใช้สิทธิกันมืดฟ้ามัวดิน ต่อแถวยาวเหยียดเป็นร้อยเมตร ยอมตากแดดทนร้อน เผชิญฝุ่น PM 2.5 รอกาบัตรล้นหน่วยเลือกตั้งรถติดหนึบในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา หัวเมืองใหญ่ ต้องวิ่งกันตาหูเหลือก เหนื่อยกระหืดกระหอบให้ทันปิดหีบนาทีสุดท้ายพลังของคนรุ่นใหม่กระตุ้นจุดเปลี่ยนประเทศไทยโดยกระแสประกอบเงื่อนไขแรงจูงใจ แนวโน้มปี 2569 ส่อเค้าทำลายสถิติการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 ที่คนใช้สิทธิถึง 75.22 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นประวัติการณ์ตามสถานการณ์ตัวเลขที่จะไต่ระดับไปทะลุร้อยละ 80 ไม่ได้ไกลเกินจริงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นไปแล้ว เห็นกันด้วยภาพประจักษ์สายตาณ จุดที่พัฒนาการทางประชาธิปไตยของไทยมาไกลมากเทียบกับอดีต คนมุ่งเลือกตั้ง ไม่กลัวแดด ไม่กลัวฝน มันคือความหวัง พลังที่สัมผัสได้ คลื่นสึนามิคนรุ่นใหม่ ปฏิกิริยาตื่นตัวทางการเมืองของ “นิวโหวตเตอร์” กระตุ้นกระแสประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเป็นกำแพงหนาๆ ตั้งด่านสกัดเชื้อการเมืองเน่าอันตรายกระแสจุดติดพรึบพรับ การรวมตัวต้านอิทธิพลอำนาจ “เงินเทา” ของแก๊งอาชญากรสแกมเมอร์ที่จ้องยึดอำนาจการบริหารประเทศไทย ผ่านการทุ่มซื้อเสียงในสนามเลือกตั้งร้ายแรงถึงขั้นที่คนระดับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการแบงก์ชาติ นั่งไม่ติดเทกแอ็กชัน จี้ให้ธนาคารพาณิชย์ไล่จับตาขบวนการซื้อเสียง ที่ถอนเงินอย่างผิดปกติในห้วงเข้าด้ายเข้าเข็ม หลัก 200-250 ล้าน เน้นแบงก์ร้อย แบงก์ห้าร้อย แตกใบย่อยไว้รอแจกแต่นั่นก็ช้าเกินไป และยังกดยอดต่ำมากเหลือแค่หลักร้อยล้านเท่านั้นไม่ทันเกมนักเลือกตั้งอาชีพที่ชิงถอนเงินจากระบบไปก่อนหน้าหลัก 1.4 แสนล้านบาทเหนืออื่นใดในวงการนักเลือกตั้งอาชีพรู้กันดี เงินที่จะซื้อเสียงไม่มีทางเบิกจากระบบธนาคารให้ตามแกะรอยกันได้ง่ายๆ ส่วนใหญ่จะใช้ “เงินที่ฝังดินไว้” แบงก์เก่าที่ไม่รันเลขและของจริงที่เล่นกันแบบเหนือเมฆ จังหวะเร่งเครื่อง “โค้งสุดท้าย”ข่าวกระเส็นกระสาย ป้อมค่ายการเมืองต่างชี้เป้าประจาน ปฏิบัติการขนเงินใส่เครื่องบินเจตส่วนตัวไปเติมคลังกระสุนในพื้นที่สู้รบดุเดือดในภาคอีสานและภาคใต้กระแสโปรย “ใบเทา” ว่อน ปั่นราคากันไป 7–8 พันต่อหัวขุมทรัพย์โจรสแกมเมอร์มาตามนัด แก๊งยาเสพติด ก๊วนพนันออนไลน์โปรย “เงินเทา” เกลื่อนเมือง ธรรมชาตินักเลือกตั้งอาชีพมุ่งแค่ชัยชนะในเกมไม่สนลากประเทศไทยตกห้วงเหวลึกวงจรอุบาทว์ลากไม่ขึ้น“หน้ามืด” ทุ่มหน้าตักเดิมพันอำนาจกันด้วยเงิน ลุ้นแย่งเป็นรัฐบาลถอนทุน“การล้างเลือกตั้งสกปรก” มันก็ต้องสู้ได้ด้วยพลังบริสุทธิ์ มีลุ้นได้จากประชาชนออกมาใช้สิทธิกันมืดฟ้ามัวดิน ดันตัวเลขทะลุปี 66 ทะลักสถิติร้อยละ 80ด้วยพลังคะแนนเลือกตั้งถล่มทลาย กลบเสียง “คืนหมาหอน”เพราะลำพังไม่อาจหวังพึ่ง “กรรมการคุมกติกา” ได้สนิทใจตามสภาพย้อนแย้งกับสถานะผู้คุมกฎ ท่ามกลางกระแสร้อนๆประทับฟอร์มออกทะเลของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “โป๊ะแตก” โดนจับพิรุธ ยั่วเสียงโห่ “บ้อท่า” ตั้งแต่คิวเลือกตั้งล่วงหน้า ผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยกับเรื่องง่ายๆ แค่การแสดงข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร สส.บนกระดานหน้าหน่วยที่ชื่อหายไปดื้อๆ นั่นไม่ต้องพูดถึงการเชื่อมลิงก์ในระบบออนไลน์ที่โชว์ผู้สมัครผิดปี “งานหยาบ” มองดีไม่ได้ กระตุกความหวาดระแวง กกต.เขี่ยลูกเข้าทางคู่แข่งทางการเมืองสะท้อนเหลี่ยมตุกติก ยั่วสายตาสังคมตามจับจ้องไม่กะพริบแน่ และนั่นก็มาจากพลังตื่นตัวคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทำเอานายแสวงก้นร้อน นั่งไม่ติด แม้จะออกอาการ ด้านเสียงโห่ โชว์โดนมาจนชินแต่คิวเลือกตั้งใหญ่คงไม่กล้าพลาดโดยสุจริต เพราะมันหมายถึงคุกจังหวะลูกติดพัน เต็มไปด้วยเจ้าภาพจองกฐิน ขบวนการจ้องลาก กกต.สังเวยการจัดเลือกตั้งผิดพลาด ไม่โปร่งใส ทำลายความมุ่งมั่นของผู้ใช้สิทธิตามกติกาประชาธิปไตยสร้างความหวาดระแวง ไม่มั่นใจในผลการลงคะแนนตามเจตนาแท้จริงหากผลเลือกตั้งออกมาค้านสายตาคนดู ตัวเลขหักมุมสวนกระแสส่อวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง โดยจังหวะสถานการณ์ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังมีโอกาสในการหยุดยั้ง สกัดคราบสกปรกในเกมเดิมพันอำนาจประเทศไทยทางเดียวคือร่วมใจสะท้อนพลังผ่านการกาบัตรการันตี “เจตนารมณ์แท้จริง” เอาชนะอิทธิฤทธิ์เงินเทาไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง สส.เท่านั้น มันยังต้องผูกโยงเป็นเงื่อนไขต่อเนื่องกับการลงคะแนนประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเชื่อมปฏิบัติการล้างคราบสกปรกที่ฝังแน่นอยู่ในระบบการเมืองไทยสะท้อนผ่านสายตาสื่อยักษ์ต่างประเทศ ลดเกรดเครดิตเศรษฐกิจที่โดนการเมืองเน่าฉุดโงหัวไม่ขึ้น“ไฟแนนเชียลไทม์ส” ฟันธงจากเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ไทยกลายเป็นแมวป่วยอาเซียนณ จุดที่คิดวิเคราะห์แยกแยะได้ตามวิจารณญาณ ป่วยการที่จะไปโชว์เกรียนด่ากันในโซเชียลฯ ทางเดียวคือวัดดวงในหีบบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ ทำเครื่องหมายในบัตรสีเหลือง“กากบาท” ในช่องสี่เหลี่ยม “เห็นชอบ”หากต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รับไม่ได้กับระบบอำนาจเดิมๆ“กากบาท” ในช่องสี่เหลี่ยม “ไม่เห็นชอบ”หากพึงพอใจกับวิถีอำนาจการเมืองที่เป็นอยู่ ไม่ต้องเปลี่ยนกติกา.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม