ทหารกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำซาก ถือเป็นครั้งที่สองในเดือน ม.ค.ปีนี้ พบขยับเข้าประชิดชายแดนจนโดนแฟลร์สะดุดของไทย ตามด้วยยิง M79 ใส่ฐานปฏิบัติการภูผาเหล็ก รวมถึงยิงเลเซอร์ชี้เป้า ทางฝั่งไทยต้องยิงเตือน ก่อนที่ผู้บัญชาการสองฝ่ายประสานงานแก้ไขปัญหาตามข้อตกลง ด้าน ทภ.2 แจงเชื่อไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า คาดเกิดจากทหารกัมพูชาเสียวินัย ด้านนายกฯมั่นใจไม่มีอะไรน่ากังวล ไม่เกี่ยวกับการเมือง พร้อมติงเขมรมีที่ให้เดินตั้งเยอะไม่เดินมาเดินใกล้ชายแดนไทยจากกรณี กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา เมื่อเวลา 20.10 น. ตรวจพบเหตุแฟร์สะดุดขณะปฏิบัติภารกิจป้องกันฐานปฏิบัติการทมอฉัตร ส่งผลให้เกิดการส่องสว่างในพื้นที่ คาดว่าอาจมีกำลังฝ่ายตรงข้าม (ทกพ.) เดินผ่านช่องทางเข้าหากำลังฝ่ายไทยต่อมาเวลา 21.00 น. ได้ยินเสียงอาวุธยิงลูก ระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตร โดยไม่ทราบจุดยิง ตรวจพบจุดตกบริเวณทิศตะวันออกของฐานปฏิบัติการภูผาเหล็ก หลังจากนั้นพบการส่องไฟคล้ายการค้นหาสิ่งของ และปรากฏเส้นเรืองแสงเป็นเส้นตรง ลักษณะคล้ายเลเซอร์ชี้เป้าส่องมายังฐานปฏิบัติการภูผาเหล็ก พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายไทย จึงยิงแจ้งเตือนตามขั้นตอน ก่อนที่เสียงปืนจะสงบลงในเวลาต่อมา ผู้บังคับบัญชาของทั้งสองฝ่ายได้มีการประสานงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ร่วมกัน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมีลักษณะกะทันหัน ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า คาดว่าเกิดจากการเสียวินัยของกำลังฝ่ายตรงข้ามนั้นกระทั่งวันรุ่งขึ้น วันที่ 31 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่หมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นพื้นที่หมู่บ้านกระสุนตก และใกล้กับพื้นที่ ชายแดนมากที่สุด บรรยากาศตลอดวัน ชาวบ้านยังใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนใหญ่เชื่อว่าอาจมีการปะทะกัน ในรอบที่ 3 เนื่องจากสถานการณ์ที่ผ่านมา เห็นได้ว่าทหารกัมพูชาแอบกระทำหลายๆอย่างที่ยั่วยุให้เกิดการปะทะ ทั้งนี้ ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบอาชีพขายน้ำผลไม้ ที่ต้องอพยพออกจากบ้านไปนานกว่า 20 วัน ในช่วงที่มีการปะทะรอบสอง เปิดเผยว่า วันแรกที่กลับมาบ้าน หลังจากอพยพไปอยู่ที่อื่นนานกว่า 20 วัน ก็ดีใจที่บ้านเรือนปกติ ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด กระทั่งเดินสำรวจแถวข้างบ้าน พบหลุมระเบิดขนาดใหญ่ พร้อมกับสะเก็ดระเบิดที่แตกแล้ว จุดที่ ระเบิดลงห่างจากบ้านของตนไม่ถึง 30 เมตรชาวบ้านรายนี้กล่าวอีกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนตัวมองว่าไม่ดีเท่าไร อาจเกิดการปะทะในรอบที่ 3 เพราะว่าหยุดยิงนานเกินไป ในขณะที่การปะทะยังไม่จบ อีกทั้งยังมีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาอยู่ตลอด และตนเชื่อว่าหากมีการปะทะในครั้งที่ 3 ทางกัมพูชาจะเป็นคนเริ่มยิงก่อนอย่างแน่นอน เพราะกัมพูชาไว้ใจไม่ได้ แม้สถานการณ์ในพื้นที่ยังปกติ และมีเสียงดังจากการที่เจ้าหน้าที่ทำลายวัตถุระเบิดเท่านั้น ไม่ได้ยินเสียงปืนแต่อย่างใด แต่ส่วนตัวหวั่นใจว่าจะได้อพยพใหม่อีกรอบ ก็อยากให้ทางผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แก้ไขปัญหานี้ให้จบ อยากให้เป็นการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะได้ยุติกันสักทีด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ จ.สมุทรปราการ กรณีทหารกัมพูชายิงลูกระเบิด M79 มายังฝั่งไทยว่า ได้รับรายงานแล้ว ทั้งหมดเป็นไปตามข่าว ที่กองทัพเผยแพร่ เสนาธิการทหารบกรายงานให้ทราบเมื่อช่วงเช้าว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เหตุแสงสว่างที่ชายแดนเกิดจากการเดินสะดุดแฟร์ส่องสว่างที่เราวางไว้ตามแนวลาดตระเวน อย่างที่ว่ามีที่ให้เดินตั้งเยอะไม่เดิน มาเดินตรงนี้ ยืนยันว่าไม่มีการยิงเข้ามาแบบต่อเนื่อง ในสัญญาหยุดยิงหากเกิดเหตุลักษณะดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาสองฝ่ายหาทางออกร่วมกัน เมื่อตกลงได้ถือเป็นการยุติแต่ไม่ควรเกิดขึ้นบ่อย ผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ได้มีข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้วไม่ต้องถึงระดับที่สูงขึ้นมาเมื่อถามว่ากังวลกับเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยถึงเรื่องชายแดน นายกฯกล่าวว่า ไม่กังวล และไม่เกี่ยวข้องกัน ก่อนทิ้งท้ายว่ากองทัพของเราเข้มแข็งผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 30 ม.ค. ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรกที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ปีกลาย แต่เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุทหารกัมพูชายิงกระสุนปืน ค.เข้ามายังฐานทหารไทย บริเวณเนิน 469-ฐานภูมิมะละกอ พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย คือ จ่าสิบเอก ปรัชญา พิลาชัย ตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อย ร.6021 (RDF) ถูกสะเก็ดระเบิดจากกระสุนปืน ค.บาดเจ็บบริเวณแขนขวา โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาใช้อาวุธยิงมาในฝั่งไทย กรณีดังกล่าวเป็นเพราะความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของกำลังพลฝ่ายกัมพูชาวันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.00 น. นางสาวกัลยา ประสิทธิ์ภาคย์ นายอำเภอคลองใหญ่ พร้อมกำลังทหาร ตม.ตำรวจคลองใหญ่ และส่วนที่เกี่ยวข้อง เดินทางรับตัว 32 คนไทย ที่ด่านบ้านจามเยี่ยมจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยมีการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ให้บุคคลสัญชาติไทยทั้ง 32 ราย เดินทางกลับเข้าประเทศผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด ซึ่งหลังจากรับตัวเข้ามาแล้ว ทหารนาวิกโยธิน 182 เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้คัดกรองสุขภาพ ตรวจค้นสัมภาระ เบื้องต้นทุกคนร่างกายปกติดี นอกจากนี้ พบมี 6 คน มีหมายจับ จึงแยกไปดำเนินคดีตามกฎหมายจากการสอบถามนายริว ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในคนไทยที่หลบหนีออกจากอาคารสแกมเมอร์ที่ปอยเปตระบุว่า ถูกหลอกไปทำงานแอดมินที่จังหวัดสระแก้วก่อน แล้วจึงถูกส่งตัวเข้าไปสวายเรียง 2 จุด บาเวต 1 จุด (ติดกับชายแดนเวียดนาม) ก่อนถูกส่งกลับมาที่ปอยเปต ทำงานเป็นแอดมินคอยหลอกลวงคนไทยด้วยกัน ซึ่งเคยวางแผนกับเพื่อนอีก 5 คนว่าจะหลบหนีอยู่แล้ว จนมีล่ามชาวไทยเข้ามาแจ้งว่าจะมีการเข้ามาตรวจค้นในวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา จึงอาศัยช่วงชุลมุนพากลุ่มเพื่อนหลบหนีออกจากอาคารสแกมเมอร์ และหลบหนีเดินในป่ากว่า 2 ชั่วโมง จนหารถไปส่งที่กรุงพนมเปญ ในเช้าวันที่ 18 มกราคม และเข้าร้องขอความช่วยเหลือจากสถานทูตไทยเพื่อให้ส่งกลับไทยนายริวยังเล่าถึงความเป็นอยู่ในตึกสแกมเมอร์ด้วยว่า ถูกกักตัวภายในอาคาร แบ่งเป็นชั้น มีทั้งคนไทย เวียดนาม มาเลเซีย สหรัฐฯ อินเดีย และอีกหลายๆ ชาติ ซึ่งหากทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกทุบตีทำร้ายต่างๆนานา ส่วนการรักษาพยาบาล หากป่วยทั่วไป ต้องจ่ายเงินเอง ครั้งละ 100 ดอลลาร์ ถ้าหากเจ็บป่วยหนักต้องฉีดยา ต้องจ่าย 300 ดอลลาร์ขึ้นไป จึงอยากฝากบอกคนไทยที่คิดจะไปทำงานว่า อย่าไปเลย ไม่ได้ สบายเหมือนบ้านเรา เป็นไปได้อย่ามาเลยเหมือนตกนรกทั้งเป็น หากไปเจอสถานที่ไม่ดี อาจจะถูกทุบตีทำร้าย หากตายจะถูกส่งขายอวัยวะ หรืออาจะถูกขายไปประเทศที่ 3อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่