“ทนายโจ๊ก” ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคนกลางขอความเห็นทางกฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณี ป.ป.ช.คืนสำนวนสินบนทองคำแท่งให้ตำรวจทำคดี อ้างเพราะไม่ใช่หน้าที่ “รองเต่า” สวนทันควัน ทำทุกอย่างตามระเบียบข้อกฎหมาย พร้อมร่างหนังสือส่งถึงอัยการสูงสุด-ประธานวุฒิสภา- ป.ป.ช. ยันต้องทำรัดกุมไม่ประมาท หากพลาดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ส่วนคดีทำร้าย 2 นายตำรวจลูกน้องเก่ากันทั้งคู่เป็นพยานแล้ว จ่อเปิดอีกคดี กรณีกลั่นแกล้งให้ได้รับโทษ ขังลูกน้องที่ถูกทำร้ายจนต้องหนีกล่าวหาขาดราชการ แก้เกม “ทนายโจ๊ก” บุกถ้ำเสือเอา ก.ม.ขู่ พงส.บก.ปป. ยกคดีข่มขู่คุกคามอัยการเทียบกันภายหลัง ป.ป.ช.ส่งสำนวนการสอบสวนดำเนิน คดี “รองโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” อดีตรอง ผบ.ตร. ให้สินบนทองคำแท่งมูลค่า 10 ล้านบาทกับกรรมการ ป.ป.ช. ผู้หนึ่งเพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดีเว็บพนัน คืนกลับให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ คดีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีชื่อถูกกล่าวหา เสนอให้ประธานรัฐสภาพิจารณา ถ้าเห็นว่ามีมูลให้ส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการ ขณะเดียวกัน “รองโจ๊ก” ยังโดนอีกคดี เมื่อ พ.ต.ท. และ พ.ต.อ. 2 ลูกน้องเก่าแจ้งความเอาผิดทำร้ายร่างกายด้วยการตบบ้องหูร้าว และด่าทอจนถึงขั้นพบจิตแพทย์ ทำเอา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ต้องส่งทนายไปแจ้งความกลับเรื่องแจ้งเท็จ ตามที่เสนอข่าวไปนั้นล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 ม.ค.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้เป็นคนกลางขอความเห็นทางกฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับคืนไปยังตำรวจ ระบุว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด และมี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีดังกล่าวกฎหมายระบุว่าต้องเป็นช่องทางดำเนินคดีเฉพาะ ใครจะตีความให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ชุดพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น และจะไปยื่นเรื่องต่อ ผบ.ตร.ด้วยต่อมาเวลา 14.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. กล่าวถึงกรณีนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาคดีติดสินบนทองคำให้ส่งเรื่องนี้ไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยเพื่อยุติความสับสนทางกฎหมายและกำหนดบรรทัดฐานในการดำเนินคดีนี้ว่า หลัง ป.ป.ช.ส่งสำนวนคืนมาให้พนักงานสอบสวนจากการประชุมกับคณะกรรมการสอบสวนสืบสวนของบช.ก. ยืนยันได้ทำทุกอย่างไปตามระเบียบข้อกฎหมาย มั่นใจในเรื่องที่ดำเนินการมา สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม นั่นคือ 1.การที่ไปขออนุมัติหมายค้นศาล หลังจากได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วศาลได้ออกหมายค้นให้ 11 จุด 2.การที่ ป.ป.ช.รับสำนวนไป และส่งมาตามมาตรา 61 วรรค 2 เป็นเครื่องยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วว่าตำรวจมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้ตาม ป.วิอาญา ดังนั้นเมื่อส่งคดีมาแล้ว ได้ประชุมคณะกรรมการสอบสวน ตอนนี้อยู่ระหว่างร่างหนังสือถึงอัยการสูงสุดเพื่อหารือข้อกฎหมาย ร่างหนังสือถึงประธานวุฒิสภา และร่างหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อสอบถามเรื่องต่างๆในการดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความผิด พลาดในการส่งสำนวนคดี รวมทั้งร่างหนังสือจะต้องสอบถามในหัวข้อเรื่องของสำนวนคดีว่าจะสามารถแยกสำนวนคดีได้หรือมัดรวมเป็นคดีเดียวกันไปเลยพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวต่อว่า ส่วนระยะเวลาจะทำให้สำนวนล่าช้า จนทำให้คดีมีผลเป็นลบหรือไม่จะต้องไปศึกษาก่อน แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังอยู่ในกรอบเวลา ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. ตรงนั้น เป็นเรื่องของวุฒิสภาที่จะส่งไปให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการ 7 คนพิจารณาไต่สวน ส่วนจะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ เป็นไปตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้ชุดสืบสวนเกิดความผิดพลาด ตอนนี้กำลังพักเรื่องไว้ยังไม่มีการสอบสวนใดๆเพิ่มเติม ยืนยันว่ามั่นใจกับการดำเนินการทุกอย่าง แต่แค่ต้องการความชัดเจนไม่ให้เกิดความผิดพลาด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น การดำเนินการของตำรวจทุกขั้นตอนต้องรัดกุมและไม่ประมาท ถ้าทำผิดพลาดจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ และเราต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจไม่ได้หวั่นว่าจะตกม้าตายหรือทำผิดกฎหมายตามที่ทนายความตั้งข้อสังเกต ขอให้มันไปจบที่ศาลสถิตยุติธรรมดีกว่า“ถ้าเราทำไป ต้องยอมรับทุกอย่างอยู่แล้ว ต้องดำเนินการตามกฎหมายของตำรวจ ทนายมีข้อสังเกตของทนายไป ตำรวจจำเป็นที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของวิธีการตามระเบียบกฎหมาย ไม่มีกลั่นแกล้ง ไม่มีบิดพลิ้ว ต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ และไม่มีเจตนาดึงสำนวน” พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวรอง ผบช.ก.ยังยืนยันอีกว่า ตำรวจกลัดกระดุมทุกเม็ดตั้งแต่เม็ดแรกจนถึงเม็ดสุดท้าย ทุกอย่างต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ ส่วนจะนานแค่ไหนที่จะพิจารณาเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ขอสงวนไว้ก่อน แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน ส่วน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่รู้ว่าท่านหายไปไหน เรื่องการหลบหนี ไม่ใช่ปัญหาเพราะเป็นเรื่องของหมายแดง เราสามารถตามกลับมาดำเนินคดีได้ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านโจ๊กให้ไปไหว้พระทำบุญเยอะๆ พวกเราเป็นตำรวจ บังคับใช้กฎหมายทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ไปรังแกข่มเหงใคร อย่างน้อยยังเป็นพี่น้องที่เดินคลานตามกันมาจากโรงเรียนนายร้อยสามพราน ผลกรรมและการกระทำต่างๆเชื่อว่า บาปกรรมมีจริง ฉะนั้นการกระทำทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ไม่มีการกลั่นแกล้ง เป็นการทำตามนโยบายของตำรวจสอบสวนกลาง ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้พล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตรอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีต ผกก.ตม.จ. ฉะเชิงเทรา อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายว่า ผบช.ก.ออกมาให้รายละเอียดไปแล้ว รวมทั้งเมื่อวันพุธที่ 28 ม.ค. มีอดีตลูกน้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เข้าให้การแล้ว 8-9 คน จากตำรวจทั้งหมด 20 คน บางส่วนไม่เห็น บางส่วนเป็นประจักษ์พยาน ทุกคนให้การตาม ข้อเท็จจริง ต้องสอบทั้งหมดว่าใครไม่รู้ไม่เห็นใครได้รับการบอกเล่า ใครเป็นประจักษ์พยาน นอกจากนี้ยังมีตำรวจอีกนายที่ถูกตบแก้วหูแตกเหมือนกันยังไม่มา จะให้พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาสอบเมื่อถามถึงกลุ่มที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ถูกทำร้ายและกลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจก่อนหน้า 17 รายว่าถูกทำร้ายร่างกาย ทั้ง 2 กลุ่มมัดรวมหรือว่าแยกกันหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า กลุ่มที่ไปร้องจเรตำรวจมี 17 ราย ประมาณ 8-9 คนที่ถอนหรือยอมความ มีอยู่ 7 คนที่ไม่ยอม ฉะนั้นกลุ่มที่มาคือกลุ่มที่ไม่ยอม และมีกลุ่มที่ยอมด้วยบางคนรวมกันเข้ามาให้การในคดีของ พ.ต.ท.คริษฐ์ เพราะฉะนั้นจาก 17 คนที่ไปร้องจเรตำรวจ ส่วน พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ พนักงานสอบสวนได้กันไว้เป็นพยานแล้วพล.ต.ต.จรูญเกียรติยืนยันว่า มีตำรวจ 1 นายที่ถูกทำร้ายจนต้องหนีกลับ เมื่อหนีกลับไปแล้วยังมีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวันว่าขาดราชการ และนำตัวมาขังคุกไว้ 5 วัน ทำให้ถูกลงประวัติอาชญากรรมด้วย เพราะฉะนั้นการที่ทำร้ายร่างกายจนเขาต้องหนีและทำให้เขาต้องรับโทษแบบนี้น่าจะเป็นคดีอาญาต้องดำเนินการด้วยหรือเปล่า เมื่อถามว่ามีการสอบแพทย์ผู้รักษา พ.ต.ท.คริษฐ์แล้วหรือยัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า เรื่องนี้ ผบช.ก.เร่งอยู่ ท่านเป็นห่วง ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ได้แค่สอบถามเป็นเรื่องไป แต่ท่านรับรู้รับทราบเรื่องเหล่านี้ตลอด รวมทั้งเรื่องทองคำด้วยเมื่อถามต่อว่าใบรับรองแพทย์ที่นำมาประกอบสำนวนแพทย์ได้ระบุเลยหรือไม่ว่า เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า แพทย์ระบุว่า โดนกระทบอย่างรุนแรง และบาดเจ็บสาหัสยังบอกไม่ได้ว่า หากสอบปากคำแพทย์เสร็จสิ้นแล้ว จะเรียกผู้ที่ทำร้ายมาแจ้งข้อกล่าวหาหรือส่งฟ้องเลยหรือไม่ ส่วนกรณีที่ทนายความบิ๊กโจ๊ก มักโพสต์ภาพลงโซเชียล ว่าเดินทางมาที่ชั้น 16 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชั้นดังกล่าวคือ บก.ปปป. ที่กำลังทำคดีบิ๊กโจ๊กอยู่ ยืนยันว่า ทนายไม่เคยมาพบตน แต่มักจะมายื่นหนังสืออ้างอิงข้อกฎหมายให้ชุดทำคดี มองว่าเป็นเรื่องที่ทำคล้ายสมัย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ ทำคดีเว็บพนันมินนี่ ส่วนจะเป็นการข่มขู่เจ้าหน้าที่หรือไม่ กำลังให้ตำรวจย้อนกลับไปดูคดีข่มขู่คุกคามอัยการที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่ฝ่ายตำรวจที่ทำคดีตอนนี้ไม่ได้หวั่นไหว มองว่ายังไม่ได้มีการข่มขู่คุกคาม แต่เป็นการขู่ด้วยข้อกฎหมายให้พนักงานสอบสวนเกิดความเกรงกลัว และถอนตัวออกจากคดีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่