วันพรุ่งนี้ 1 ก.พ. ผู้ลงทะเบียนไว้จะได้เลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 8 ก.พ. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคน จะได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คงต้องวัดใจกันดูแล้ว “ผู้ประกันตน 24.8 ล้านคน” เกือบครึ่งของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไหน ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวในสำนักงานประกันสังคม หลังจากที่ คุณไอซ์ รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉถึงการใช้เงินอย่างอีลุ่ยฉุยแฉกของกองทุนเช่น เอาเงินไปตัดสูทให้พนักงาน 35 ล้านบาท เอาเงินไปปรับปรุงโรงอาหารให้กระทรวงแรงงาน 12 ล้านบาท เอาเงินไปพิมพ์ปฏิทินปีละ 50–70 ล้านบาท ที่หนักสุดก็คือ เอาเงินไปซื้อตึก SKYY9 ในราคา 7,000 ล้านบาท แพงกว่าราคาประเมินถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวโยงกับนักการเมือง ไม่รู้อีกกี่ชาติจะได้กำไรคืน เอาเงินไปลงทุนตึก TU Dome 800 ล้านบาท ปัจจุบันเหลือมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท เอาเงินไปทำแอปฯใหม่ 849 ล้านบาท แต่ล่าช้าเกือบสองปี พอเปิดใช้แอปฯก็ล่มใช้ไม่ได้มาเป็นสัปดาห์แล้ววันเสาร์สบายๆวันนี้เลยชวนคุยเรื่อง “กองทุนประกันสังคม” กันต่อ การเลือกตั้งล่วงหน้าวันพรุ่งนี้ 1 ก.พ. ต้องถามใจ “ผู้ประกันตน 24.8 ล้านคน” เจ้าของเงินก้อนนี้ จะเลือกพรรคไหนเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างซื่อสัตย์สุจริต พรรคไหนที่มีนโยบาย “นำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ” เพื่อเอาเงินผู้ประกันตน 2.9 ล้านล้านบาท ไปให้ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนบริหาร เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าเหมือน “กองทุน กบข.” ที่แยกออกจากระบบราชการให้ผู้เชี่ยวชาญ บริหาร ซึ่งผมได้เอาตัวเลขมาเปรียบเทียบให้ดูแล้ว ผลประโยชน์ต่างกันราวฟ้ากับดิน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะได้คำตอบ เพราะผู้ประกันตน 24.8 ล้านเสียง สามารถเลือก สส.ได้เกือบครึ่งสภาหากผู้ประกันตนไม่ร่วม “ปฏิรูปกองทุนประกันสังคม” ทันที อนาคตอาจล้มละลายดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเงินการลงทุน ได้ออกมาเตือนว่า จากการศึกษาสถานการณ์ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมไทยพบว่า แม้ปัจจุบันกองทุนมีเงินสะสมมหาศาลระดับล้านล้านบาท แต่โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้เกษียณเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กำลังบีบให้ระบบเผชิญความเสี่ยงอย่างหนัก เหมือน “บุฟเฟต์ที่อาหารใกล้หมด” โดยแรงงานรุ่นแรกที่เข้ามาได้รับสิทธิประโยชน์เต็มที่ แต่แรงงานรุ่นใหม่ที่ต้องส่งเงินสมทบไปอีกหลายสิบปีอาจเหลือเพียง “ข้าวเปล่า” หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังดร.กอบศักดิ์ ย้ำว่า หากเราเริ่มปรับโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจะยังไม่รุนแรง เช่น ปรับเงินสมทบหรือลดสิทธิประโยชน์เพียง 15% แต่หากปล่อยจนถึงทางตัน สิทธิประโยชน์อาจถูกลดลงครึ่งหนึ่ง หรือแรงงานต้องแบกรับเงินสมทบเพิ่มขึ้นเท่าตัว เหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯทางรอดของกองทุน ดร.กอบศักดิ์ บอกว่า การปฏิรูปกระบวนการลงทุนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ ผลตอบแทนการลงทุนจะเป็นตัวกำหนดอายุของกองทุน หากเน้นความปลอดภัยสูงสุดด้วยการฝากธนาคาร ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2% อาจทำให้ผู้เกษียณมีเงินใช้ถึงอายุ 70 ปีเท่านั้น แต่หากยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยนำเงินครึ่งหนึ่งไปลงทุนในตลาดทุน จะช่วยยืดอายุการใช้เงินได้ถึง 80–82 ปี เนื่องจากระยะยาวหุ้นมักให้ผลตอบแทนสูงกว่า แม้จะมีความผันผวนบ้างดร.กอบศักดิ์ เสนอให้ ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเงินลงทุนให้มีความเป็นมืออาชีพ จ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วย หากผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียง 0.5-1% ก็สามารถยืดอายุกองทุนออกไปได้อีก 5 ปีนี่คือ ทางเลือกทางรอดเดียวของผู้ประกันตน 24.8 ล้านคน จะเลือกอย่างเดิม ให้ข้าราชการ นักการเมืองใช้เงินกองทุนกันอย่างไม่สุจริต กองทุนเจ๊งแน่นอน หรือ จะเริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของผู้ประกันตน อำนาจอยู่ในมือคุณแล้ว 1 ก.พ. และ 8 ก.พ. จะเลือกพรรคการเมืองแบบไหนเข้าไปเป็นรัฐบาล.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม