ถึงมาทรง “มหาโจร” แต่โดนใจแฟนๆสาย “บู๊” ยิ่งนัก สำหรับ ป๋อ–ณัฐวุฒิ สกิดใจ นักแสดงหนุ่มมากฝีมือ ละคร “ยิหวาดาตัง” ช่อง 3 บู๊หนักสะใจแต่ไม่หักโหมเท่าสมัยวัยรุ่นเพราะรู้จักร่างกายมากขึ้น ยอมรับหลังผันตัวเป็น “นักแสดงอิสระ” รู้สึกใจหวิวๆบ้าง โชคดีมีงานเข้ามาให้อุ่นใจ พร้อมอัปเดตอาการป่วยของ เอ๋ พรทิพย์ คู่ชีวิต ดีขึ้น ทำให้หันมารักกันมากขึ้นใช้ชีวิตง่าย ใน “คนดังนั่งคุย”มาเล่นเรื่องนี้บทบู๊หนักสาแก่ใจเลยมั้ย“ผมใช้คำว่าเข้าทางผมนะ ผมคิดว่าเหมาะกับละครที่มีความเป็นไทย เป็นพื้นบ้านนิดๆ เหมือนละครเท้าแตะพื้นไม่ได้อยู่ในตึก เป็นละครแบบนี้เข้าทางผม อีกอย่างเขาติดต่อให้ผมเป็นมหาโจร เป็นโจรปล้นคนเลวช่วยคนจน ใช้คาถาอาคม เป็นตัวต้นเรื่องทั้งหมด มาจากเรานั่นแหละ มาจากคำทำนายเป็นคีย์นำเรื่องนี้ไป 3 ข้อ เมียจะตายด้วยสัตว์มีพิษ ลูกผู้ชายจะนำความวิบัติให้กับคุ้มเสือ ลูกสาวจะทำให้พ่อตาย ดีๆทั้งนั้นคำทำนาย แล้วตรงข้อนึง คนเดียวที่เก็บเรื่องกับตัว ลูกจะไม่เข้าใจ กลายเป็นละครครอบครัว เป็นปมที่ลูกไม่เข้าใจเลย ลูกชายไม่ให้เรียนคาถา ลูกสาวผลักไสให้ออกเรือน เพราะอยากให้ออกจากวังวนนี้ แต่ถ้าเป็นชีวิตจริงๆไม่มีทาง (หัวเราะ)” ความสนุกให้ติดตาม “น่าจะเป็นละครสีสันเรื่องนึงของช่อง 3 ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นละครแดนใต้ มีความเป็นบ้านๆ ช่อง 3 ไม่ค่อยทำแนวนี้เท่าไหร่ คิวบู๊เยอะอยู่”หลังๆ ป๋อเบรกแนวบู๊ไปเยอะแต่ก็ต้องกลับมาเจอเรื่องนี้จนได้“พยายามเลี่ยง แต่เรื่องนี้บอกตรงๆเรื่องนี้ต้องเล่นเพราะเข้าทางเรา เวลาเราเลือกละครก็ต้องดูหลายๆอย่าง เข้าทางไหม ละครแบบนี้ไม่เคยเล่นไหม บทบู๊พอเล่นได้แต่พยายามเลี่ยงบ้างเพราะอยากเก็บร่างกายไว้ด้วยไม่อยากงอม ด้วยการเล่นคิวบู๊ๆค่อนข้างหนักเกินไป แล้วนักแสดงบ้านเราต่อให้สุขภาพแข็งแรงขนาดไหนเวลาทำงานนอนน้อย ปริมาณทำงานเยอะ ต้องร่างกายแข็งแรงจริงๆ เหมาะสำหรับเด็กวัยรุ่น หรือ 30 กว่าๆ แต่เราอายุ 50 แล้วก็รู้สึกเราต้องเซฟร่างกายของเราเพราะเวลาทำงานใส่เต็ม เป็นข้อเสียเวลาเล่นใส่สุดแล้วเราเจ็บตัวเองทุกทีเลย เชื่อไหมว่าเข่าทุกวันนี้ยังเจ็บอยู่เลย ตั้งแต่ตอนเล่นคมแฝก 20 ปีแล้ว ไม่ได้โทษสิ่งที่ผ่านมา ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่ดี เพียงแต่ว่าการบาดเจ็บของร่างกายหนึ่งครั้งเป็นผลระยะยาวกับชีวิตเราไปเรื่อยๆ” จากปัญหาเรื่องเข่าแล้วมาเล่นเรื่องนี้มีผลอะไรไหม “ต้องคุยกับผู้กำกับตรงนี้เราเล่นได้ อันนี้เล่นไม่ได้หาคนเล่นแทนให้หน่อย โชคดีเดี๋ยวนี้เขาฟังนักแสดงมากขึ้น เมื่อก่อนกระโดดเป็นเรื่องเป็นราว แต่จากวัยและประสบการณ์ สอนเราว่าวันนี้เราต้องระวังมากขึ้น ถ้าเราพลาดวันนี้เท่ากับเราไปต่อไม่ได้ พูดง่ายๆอะไหล่ไม่มีพังแล้วพังเลย เราทำงานต่อไม่ได้ อย่าไปฝืนร่างกาย”การร่วมงานกับแชมป์ ชนาธิป และอแมนด้า เป็นยังไงบ้าง“น่ารักครับ ด้วยความวัยเขาใกล้กันไม่ต้องปรับอะไรเลย แชมป์อยากพัฒนาการแสดง เรามีแนะนำเล่นแบบนี้เขาเปิดใจก็ทำได้ อแมนด้าสวยเก่งอยู่แล้ว เล่นละครหลายเรื่องแต่เขามีความเป็นคนสบายๆ มีการปรับตัวได้ เด็กสองคนเก่ง” ร่วมงานกับชาย ชาตโยดมล่ะ “ด้วยความที่อยู่ช่อง 3 กับชายจะพูดกันเมื่อไหร่เราจะได้เล่นด้วยกันซักที ไม่ค่อยเจอ บทไม่ค่อยได้ฟาดฟันกัน เคยเล่นด้ายแดงก็ไม่ค่อยเจอกัน เล่นลำยองเล่นด้วยกันแต่ไม่ค่อยเจอกัน ชาติก็บอกทำไมไม่ได้เจอกัน เรื่องนี้ก็เจอกันเยอะมาก ฟาดฟันเลยเป็นเพื่อนรัก และศัตรู เป็นทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ชายก็นักแสดงวัยใกล้ๆกันเล่นสไตล์ใกล้กัน ดีครับ เขามาแนวคนดี กำนัน แต่ผมเล่นเป็นโจรเลย”เดี๋ยวนี้ป๋อทำอะไรฟังร่างกายตัวเองมากขึ้น“ถูกครับ อันไหนไม่ได้คือไม่ได้ ก็ต้องยอมรับไป เรารู้ตัวเราที่สุดอันไหนเราได้ ขนาดวิ่งผมยังวิ่งแค่ 5 โลเอง อยากวิ่งมาราธอนเหมือนภณ ณวัสน์ วิ่ง 40 โลเลย แต่ทำไม่ได้ มันวิ่งไม่ไหว ค่อยๆพัฒนาฝีมือคิดว่าไม่เกิน 10 โล พอแล้ว” ได้แรงบันดาลใจจากอะไรที่หันมาใส่ใจสุขภาพ “อายุเยอะขึ้น สิ่งที่ทำไม่ใช่หาเงิน ต้องหาสุขภาพที่ดี ผมคิดแบบนี้ เงินตอนเด็กๆผมตะบี้ตะบันหามา จนมีวันนี้ มีบ้าน มีรถ มีครอบครัว เพราะเราหาในวันนั้นแต่วันนี้ถ้าเราจะใช้วิธีหาแบบเดิมๆมันไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องหาคือสุขภาพที่ดีก่อน หน้าตาเราก็จะดี วันเกิดที่ผ่านมาเอ๋ให้ของขวัญต่อชีวิต Whoop (สายรัดข้อมือสุขภาพ) มันจะดูเรื่องการนอนให้เรา นอนตื่นกี่รอบ นอนดีหรือไม่ดี วันนี้ร่างกายดีออกกำลังกายได้เลย พอมีตัวเลขนอน 5 ทุ่มครึ่งทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีกว่า ทำให้เห็นว่าคุณภาพการนอนสำคัญมากทำให้ร่างกายสดชื่น”ตอนนี้เรื่องงานเป็นยังไงได้รับผลกระทบอะไรไหม“จริงๆผมหมดสัญญากับช่อง 3 แล้ว หมดปีที่แล้ว เป็นฟรีแลนด์ แรกๆหวิวๆเหมือนกัน ตลอดชีวิตการทำงานโดยมีสังกัดมาตลอดเลย อยู่ช่อง 7 มา 10 ปี อยู่ช่อง 3 มา 15 ปี ตลอดระยะเวลา 25 ปี โดยมีสังกัดมาตลอด ปีที่แล้วรู้สึกหวิวๆ เราจะยังไง แต่ก็ดีครับ ได้รับการต้อนรับจากหลายๆค่าย หลายช่องติดต่อมา เมื่อก่อนมีสังกัดแล้วเรามีผู้จัดการส่วนตัวเป็นพี่เอ ศุภชัย และยังช่องช่วยดูให้อีก แทบไม่ต้องหางานละครเลย แต่เราอยู่ตรงนี้เป็นนักแสดงอิสระเริ่มมีกังวลมีรายได้จากอะไรจะมีใครจ้างเราหรือเปล่า หมดสัญญาในภาวะดาราไม่ค่อยมีละครด้วย ทีมงานยังไม่ค่อยมีงาน เพราะละครลดลงไปเยอะ แต่ผมยังโชคดีมีละครให้เล่นอยู่ เป็นซีรีส์เรื่อยๆ” หลังๆเป็นอินฟลูท่านหนึ่ง “ผมว่าเป็นการปรับตัว ผมยังบอกหลายๆคนทำสิ ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่เป็นคนไลฟ์มานานแล้วจะแนวสนุกๆ ฟีดแบ็กดีจะมีเสียงชื่นชมมากกว่า พี่ป๋ออายุ 50 กว่าแต่ปรับตัวได้ดี งานที่ผมได้หลังจากหมดสัญญาช่อง งานที่ได้ส่วนใหญ่มาจากติ๊กต่อก ไลฟ์สินค้า ตอนนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปคนดูจากมือถือเยอะมากขึ้นเกือบ 100% เขาไม่ได้ดูเราคนเดียว ก็ไถๆดูคนอื่นๆ แต่การที่เขาเห็นเราด้วย คือเรายังอยู่ในสายตาของคน อย่างคลิปกราบทหารไม่ได้ตั้งใจจะกลายเป็นไวรัล ที่ทำคลิปนี้เพราะตอนนั้นอยู่เกาหลี ดูข่าวจ่าสำเริงเสียชีวิตรู้สึกสงสารมากเลย ด้วยความเป็นคนในวงการบันเทิง อยากขอบคุณ อยากไปงานศพแต่ที่ไม่ได้ไปกลัวฟีดแบ็กจะกลายเป็นหาแสง สิ่งที่ทำได้แค่อยากแสดงออกเพื่อแสดงความเคารพเขา จริงๆไม่ใช่แค่จ่าเริงคนเดียว ทหารทุกคนที่อยู่แนวหน้า อยากขอบคุณเขาจังเลย เป็นการแสดงความกตัญญูต่อคนที่มีบุญคุณกับเรา คลิปนี้คนแชร์เยอะมาก” อัปเดตอาการป่วยของเอ๋ พรทิพย์บ้าง“ตอนนี้ดีมาก สุขภาพจิต 98% ล่าสุดไปตรวจซีทีสแกนในทุกๆ 6 เดือนต้องทำเป็นระยะเวลา 5 ปี ถ้าไม่มีอะไรแสดงว่ามะเร็งยังไม่ได้กลับมา เราต้องทำแบบนี้ไปอีก 2 ปี อย่างเข้มข้น ต้องตรงเวลา โดยรวม 5 ปี ถ้าไม่มีอะไรถึงประกาศว่าหายขาด” ทำให้ครอบครัวปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตขนาดไหน “กินเหมือนเดิมครับ ด้วยมะเร็งปอด หมอบอกเกี่ยวกับ PM2.5 เลยไม่ได้เกี่ยวกับอาหารการกิน แต่มะเร็งคือมะเร็ง สุขภาพจิตก็ล่มสลายในตอนนั้น ก็คิดยังไงต่อแต่ครั้งนั้นทำให้เราหันมารักกันมากขึ้น ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ทะเลาะกันปุ๊บผมจะบอกพอๆแล้ว อย่าทะเลาะกันเลยแยกๆกันเลย ถามว่าเรื่องทะเลาะในบ้านมีมั้ย มันมีแต่เราหยุดมันง่ายขึ้นเพราะเรารู้ว่าเรารักกันนะ ไม่ต้องเอาชนะกันขนาดนั้น บางทีงอนๆ ก็แป๊บเดียวดีกันเถอะ เราอยากมีความสุขในช่วงเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถามว่ากลัวมะเร็งไหมก็กลัวแต่เหนือความกลัวเรามีความเข้าใจมันจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่วันนี้มันยังไม่มาเรามีความสุขก่อนดีกว่า ส่วนจะอยู่หรือไม่อยู่บนโลกใบนี้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติไป ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น เมื่อก่อนจะยึดโยงเราอยากจะอยู่แบบนี้ เราจะยึดครอบครัวไว้ วันนึงมองเอ๋นอนบนเตียงแล้วเราก็คิดว่าถ้าวันนึงเอ๋ไม่อยู่แล้วเราจะทำยังไง มันสะท้อนเราจะเลี้ยงลูกยังไง ลูกกินยาอะไรบ้างก็ไม่รู้ ลูกชอบกินอะไรก็ไม่รู้เลย เราเป็นผู้ชายก็จะไม่รู้รายละเอียดเหมือนคนเป็นแม่ หาหมออะไรบ้างก็ไม่รู้ คิดโง่ๆถ้าเอ๋ไม่อยู่เราตายแน่ๆ เลี้ยงลูกได้ไม่ดีเท่าเอ๋แน่นอน ยังบอกกับเอ๋เลยให้พี่ไปก่อนนะ เอาเงินไปหมดเลยขออย่างเดียวอย่าทิ้งแม่พี่ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ตัวเองไปก่อน และคิดว่าในชีวิตได้อะไรในสิ่งที่อยากได้หมดแล้ว ความโด่งดัง ชื่อเสียง เงินทอง มันก็สุดแล้ว ผมคิดว่าคงไม่ดังไปกว่านี้แล้ว มันผ่านสิ่งเหล่านั้นมาหมดแล้ว ผมคิดว่าวันนี้ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า ความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทำให้เรา ให้ร่างกายเราเป็นบวกเราไม่เครียด มันก็ไปต่อได้ ถ้าเครียดไปต่อยากจริงๆ ตอนนี้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก เมื่อก่อนเดินซุปเปอร์จะรู้สึกว่าจะเป็นป๋อ ณัฐวุฒิ ที่เป็นซุปตาร์ แต่วันนี้ไปเดินซุปเปอร์ไม่มีใครทักเลย ไม่ใช่เขาไม่รู้จักเขาก็ส่งยิ้มให้แต่เขาจะให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวให้เรามากขึ้น ตัวเรากลับมองว่าต้องขอบคุณแฟนๆ คนที่ยิ้มให้เราแค่นี้เรามีความสุขแล้วนะ ไม่ต้องมาอ้อมล้อมเราเหมือนสมัยก่อน เราอาจจะไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นมากขึ้นแล้วแค่รอยยิ้ม ส่งยิ้มให้กันแค่นี้เราก็มีความสุขและขอบคุณแล้ว”.เรื่อง: วรรณี ห่อวโนทยานอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม