สธ.แจ้งข่าวดี อินเดียคุมพื้นที่การระบาดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ ไม่มีสัญญาณระบาดต่อเนื่อง-ข้ามแดนประเมินโอกาสเกิดการระบาดในไทยน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อน ยันเชื้อไวรัสนิปาห์ไม่ได้แพร่กระจายง่ายและเร็วเหมือนเชื้อโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ แต่ไทยยังต้องเฝ้าระวังเที่ยวบินตรงจากเบงกอลตะวันตกมาลง 3 สนามบิน “สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต” อีก 1 สัปดาห์ประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง แนะคนในพื้นที่มีค้างคาวแม่ไก่อาศัย ห้ามเก็บผลไม้ร่วงหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มากิน ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนเสมอ ด้าน กรมอุทยานฯ เผยพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในฝูงค้างคาวไทย ประมาณร้อยละ 10-16 ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากไม่มีการไปล่าหรือนำมาบริโภคที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 ม.ค.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวกรณี “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์” ว่าโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งปัจจุบันสถานะประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศมาก่อน สำหรับสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้เกิดขึ้นที่รัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างไกลจากไทย แต่ต้องเฝ้าระวังเพราะมีเที่ยวบินตรงจากเบงกอลตะวันตกมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จึงคัดกรองผู้มีประวัติการเดินทางจากพื้นที่ระบาดแล้ว โดยการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ยังไม่พบ และจากการติดตามสถานการณ์ในประเทศอินเดีย พบว่าสามารถควบคุมพื้นที่การระบาดได้ ไม่มีสัญญาณว่าระบาดต่อเนื่องในชุมชนหรือข้ามไปประเทศใกล้เคียง ส่วนประเทศไทยแม้อยู่ไกล แต่มีเที่ยวบินเดินทางบินตรง จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยของผู้เดินทางขึ้นมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และหลังจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ จะมีการประเมินความเสี่ยงอีกครั้งนพ.โสภณกล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการตรวจพบ เชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวเช่นกัน เป็นสายพันธุ์บังกลาเทศ แต่ระดับความหนาแน่นของเชื้อในค้างคาวน้อยกว่าในประเทศที่มีการระบาด ไทยเฝ้าระวังต่อเนื่อง แต่ยังไม่พบปัญหาใดๆ ทั้งมีคำแนะนำ เช่น ไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีการพบเชื้อนี้ในค้างคาว รวมทั้งตรวจผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลัง ก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์เช่นกัน ส่วนถ้าให้ประเมินโอกาสเกิดการระบาดหรือไม่นั้น คิดว่าน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อนๆด้าน พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ของรัฐเบงกอลตะวันตก ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อ 2 ราย ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งคนในครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์กว่า 200 คน มีผลเป็นลบทั้งหมด ยืนยันได้ว่า เชื้อไวรัสนิปาห์ไม่ได้แพร่กระจายง่ายและรวดเร็วเหมือนเชื้อโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ โดยความสามารถในการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ที่ 1.2-2.0 หรือผู้ป่วย 1 คน แพร่ไปยังคนอื่นได้ 1-2 คน เชื้อโควิด-19 แพร่ได้ 8-10 คน ส่วนเชื้อไวรัสนิปาห์ แพร่ได้ 0.2-0.8 หรือน้อยกว่า 1 คน แสดงว่าแพร่เชื้อไปผู้อื่นค่อนข้างยาก รวมทั้งจะไม่มีการแพร่เชื้อก่อนแสดงอาการป่วย และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการหนัก ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้ การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง จึงต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆพญ.จุไรกล่าวว่า เชื้อไวรัสนิปาห์สามารถก่อโรคทางระบบประสาท และระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่ามี 2 สายพันธุ์ย่อยคือสายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศ ซึ่งสายพันธุ์บังกลาเทศอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และมีอาการระบบทางเดินหายใจด้วย ไวรัสนิปาห์จะก่ออาการปอดอักเสบรุนแรงกว่าโควิดในคนปกติทั่วไป ทั้งไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน ดังนั้นการป้องกันตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เนื่องจากเป็นการระบาดเฉพาะจุด จึงมีการคัดกรองเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด ไม่ใช่คัดกรองทุกคนสำหรับการเฝ้าระวังค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งในประเทศไทยมีเพียงพันธุ์เดียวคือ ค้างคาวแม่ไก่นั้น มีการตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์มานานแล้ว โดยพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่ ร้อยละ 10 ซึ่งเป็นสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึงร้อยละ 40-50 โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวเป็นเดือน เม.ย.-พ.ค.สูงสุดในช่วงปี ที่สำคัญคือ ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกร หรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อส่วนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีค้างคาวแม่ไก่อาศัยอยู่ มีคำแนะนำคือ ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเด็ดขาด ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทาน เสมอ ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาว เพื่อป้องกันสิ่งคัดหลั่งตกลงไปในคอก ห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู หากพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที ห้ามล่าหรือสัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึม สับสน ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสความเสี่ยงให้ชัดเจนขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกแถลงการณ์ เรื่องมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในพื้นที่ถ้ำและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ว่า กรมอุทยานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เฝ้าระวังและวิจัยเชื้อไวรัสนิปาห์ใน ค้างคาวมาตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน พบเชื้อไวรัสในฝูงค้างคาวไทยประมาณร้อยละ 10-16 ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในค้างคาวตามธรรมชาติ เชื้อเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์หากไม่มีการไปล่า หรือนำค้างคาวมาบริโภค เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคในคน เช่น มาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ที่มีอัตราการติดเชื้อในฝูงค้างคาวสูงถึงร้อยละ 40 เชื้อที่พบในค้างคาวของไทยจึงมีโอกาสแพร่สู่คนหรือสัตว์เลี้ยงได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาด โดยเชื้อในค้างคาวไทยมักพบตามฤดูกาลในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานจึงกำหนดมาตรการป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้าชมถ้ำหรือพื้นที่ที่มีค้างคาว ดังนี้ การแต่งกาย ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน ส่วนบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามัย (แนะนำ N95) แว่นตาป้องกัน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้า หุ้มส้น และถุงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล) ของค้างคาว และห้ามล่าห้ามกิน ห้ามจับหรือสัมผัสสัตว์ป่าด้วยมือเปล่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานภายในถ้ำเด็ดขาด และห้ามเก็บผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์มาบริโภค หากสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว ให้รีบล้างด้วยน้ำสบู่ทันที หากมีบาดแผลให้ทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและพบแพทย์ ส่วนการเฝ้าระวังอาการ หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ภายใน 4-14 วันหลังเข้าพื้นที่ถ้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าพื้นที่เสี่ยงทันทีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่