สอบสวนกลางประชุมวางกรอบทำงานคดี “บิ๊กโจ๊ก” ให้สินบนทองคำแท่งวิ่งคดี หลัง ป.ป.ช.มีมติส่งคืนตำรวจทำต่อ “บิ๊กเต่า” ยันทำตามกฎหมายไม่ได้กลั่นแกล้ง ส่วนคดีตำรวจคนสนิทถูกบ้องหูแตก มีอดีตตำรวจในบ้านบิ๊กโจ๊กกว่า 10 นาย พร้อมเป็นพยาน มีเหน็บแสบฝากท้ายเป็นกำลังใจให้กลับมารับราชการ แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐานกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งสำนวนคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ติดสินบนทองคำแท่ง 246 บาท มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ให้กรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่ง เพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือคดี กลับคืนให้คณะพนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ ตามที่เสนอข่าวนั้นความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 ม.ค. ที่ห้องประชุม กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. หัวหน้าคณะทำงานคดีดังกล่าว พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. รองหัวหน้าคณะ และ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. เรียกประชุมคณะทำงาน เพื่อวางกรอบการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีต่อต่อมาเวลา 11.00 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนกลับคืนให้คณะพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ยังไม่เห็นเหตุผลและรายละเอียดในสำนวนที่ส่งกลับมา คาดว่าจะถึงวันนี้ หลังจากนี้จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะแยกสำนวนเป็น 2 ส่วนหรือไม่ เรื่องนี้เคยคุยกันนอกรอบแล้ว หาก ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับมาจะเป็นคดีใหม่ ตำรวจยังไม่เคยทำคดีประเภทนี้ที่มีกรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหา ต้องรอดูรายละเอียดสำนวน ยอมรับว่าเป็นความยุ่งยากเพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่คณะพนักงานสอบสวนมั่นใจในเรื่องที่ดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรก รวมทั้งเป็นขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย ก่อนหน้านี้สำนวนนี้เป็นของ ป.ป.ช. เพราะส่งไปให้พิจารณาตามมาตรา 61 และ ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจทำ จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการแทน แต่ต้องมีการรายงานเหตุผลต่างๆกลับไปให้ ป.ป.ช.ทราบรอง ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ส่วนเมื่อวานนี้ที่ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปร้องศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เอาผิดตนและ ผบก.ปปป. ตามมาตรา 157 ว่าเป็นการใช้อำนาจผิด ตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก ที่ตำรวจไม่มีอำนาจในการตั้งคณะพนักงานสอบสวนกับกรรมการ ป.ป.ช.ยืนยันว่า ทำโดยชอบด้วยกฎหมายและทำตามระเบียบ ไม่กังวลเรื่องนี้ ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนเชื่อว่าการดำเนินการของตำรวจไม่ได้กระทำความผิด หรือทำนอกกฎหมาย หรือเป็นการกลั่นแกล้ง ส่วนที่ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์นำคำสั่งสมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. ว่า ตำรวจไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติบอกว่า กฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ปรับปรุงแก้ไขมาตลอด เราดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจ ยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายพล.ต.ต.จรูญเกียรติยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตรอง ผกก.สส.สภ.สำโรงเหนือ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีต ผกก.ตม. จ.ฉะเชิงเทรา 2 ลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ามาแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกาย เบื้องต้นได้ข้อมูลหลักฐานใบรับรองแพทย์ไว้ เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ตอนนี้ได้สอบปากคำพยานเพิ่มไปอีก 4 ปาก เป็นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ จะสอบพยานเพิ่มอีกเพราะมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวอีกหลายคน ทั้งยังทำหนังสือไปถึงนายแพทย์ที่เป็นผู้ตรวจ พ.ต.ท.คริษฐ์แล้ว น่าจะสามารถสอบปากคำได้ในวันนี้ เรื่องนี้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้ดำเนินการ ตอนนี้ได้รับการติดต่อจากอดีตตำรวจที่อยู่ในบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กว่า 10 นาย จะเข้ามาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นตำรวจที่อยู่ใกล้ชิด มีทั้งคนขับรถ คนรับใช้ คนเฝ้าบ้าน และคนทำสวน เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้ถูกซ้อมทรมานมานานพล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวทิ้งท้ายถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า พวกเราเป็นตำรวจและเป็นพี่เป็นน้องกัน ให้กำลังใจเขาในการต่อสู้คดี อยากให้เขาหาพยานมาหักล้างในส่วนนี้ อยากให้กำลังใจให้กลับมารับราชการ แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ส่วนทนายก็เป็นห่วงไปทำคดีให้กับบิ๊กโจ๊ก ขอให้พยายามทำหน้าที่ให้เต็มที่ หากไปทำแล้วเขาไม่สบายใจ ตรงไหน ถ้าเป็นเช่นนั้นอยากให้ทนายอยู่ห่างๆสักนิดหนึ่งจะปลอดภัยดีอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่