หากการเมืองโลกคือกระดานหมากรุก ผู้นำส่วนใหญ่เดินตามตำรา แต่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” คือคนที่ลุกขึ้นมาเขย่ากระดาน แล้วบอกว่าเกมนี้อั๊วจะเป็นคนตั้งกติกาใหม่!!เมื่อโลกทั้งใบกำลังขับเคลื่อนไปตามเกมของทรัมป์ การจะรับมือกับความปั่นป่วนและโกลาหลอย่างจงใจ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ข้อดีคือเขาดิสรัปโลกให้ตื่นตัวและสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์เป็นอยากอยู่รอดในโลกยุคโกลาหลก็ต้องรู้จักนิสัยแท้จริงของทรัมป์ เขาคือนักเจรจาชั้นเซียนที่ “ไม่เชื่อในคำว่า Win–Win” ทรัมป์เติบโตมาจากโลกอสังหาฯนิวยอร์ก โลกที่เชื่อว่า ถ้าผมชนะ... คุณต้องแพ้“ทรัมป์มองทุกความสัมพันธ์เป็นดีล” เขาเชื่อว่าความได้เปรียบต้องถูกประกาศให้โลกรู้ เขาไม่เคยไว้ใจระบบ ไม่เชื่อในมิตรแท้ถาวร แต่ไว้ใจสัญชาตญาณตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์ไม่เคยกลัวการชน เพราะ “การชน” คือเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดการคุมเกมแบบทรัมป์ มักจะเริ่มจาก “สร้างความโกลาหล เพื่อครองจังหวะ” ผู้นำส่วนใหญ่พยายามลดความไม่แน่นอน แต่ทรัมป์เพิ่มความไม่แน่นอนให้สุดทาง โดยใช้กลยุทธ์ 3 ชั้นซ้อนกัน เริ่มจากชั้นที่หนึ่ง “พูดแรง” เพื่อข่มขวัญ, ปั่นอารมณ์ และบังคับให้ อีกฝ่ายรีบตั้งการ์ด ชั้นที่สอง “สร้างความ สับสน” โดยเปลี่ยนคำพูด, ส่งสัญญาณขัดแย้ง และทำให้คู่เจรจาเดาไม่ออกว่าอันไหนจริง ชั้นที่สาม “ต่อรองจากความได้เปรียบ” เมื่ออีกฝ่ายอ่อนแรง เขาจะยื่นข้อเสนอที่ดูผ่อนปรน แต่แท้จริงเขาได้ในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว“สิ่งที่โลกมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับทรัมป์” เขาไม่ใช่คนไม่ฉลาด เขาฉลาดในแบบที่ไม่แคร์ว่าชนชั้นนำจะมองอย่างไร ทรัมป์ไม่ใช่คนคาดเดาไม่ได้ เขาคาดเดาได้เสมอ ถ้าคุณเข้าใจว่าผลประโยชน์ของเขามาก่อนทุกอย่าง และทรัมป์ไม่ได้ทำอะไรเพราะอารมณ์ล้วนๆ เขาใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือ แต่ไม่ใช่จุดอ่อนคู่มือรับมือ “โดนัลด์ ทรัมป์” การเอาชนะทรัมป์ไม่ใช่การเอาชนะด้วยเหตุผล แต่คือการเอาชนะด้วย “โครงสร้างเกม” เพราะทรัมป์ไม่แพ้การโต้เถียง แต่เขาแพ้คนที่ไม่ยอมเล่นเกม ท่องให้ขึ้นใจ “จงอย่าแข่งเสียงดังกับทรัมป์ แต่ต้องแข่งความนิ่งและความแม่น” ใครพยายามเอาชนะทรัมป์ด้วยศีลธรรม, ความสุภาพ และข้อเท็จจริง มักแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเจอคนอย่างทรัมป์ ประเภทเสียงดัง และชอบเอาเปรียบคนอื่น “วิธีรับมือ : อย่ารับลูกแรก เพราะลูกแรกคือกับดัก” ทรัมป์ จะเปิดเกมด้วยคำพูดแรง, การดูถูก และการยั่วยุให้คุณหลุด ถ้าตอบโต้ทันทีเท่ากับแพ้ไปแล้ว 30% “การเอาชนะทรัมป์ : ไม่โต้ตามอารมณ์ และปล่อยให้คำพูดเขาดังก้องอยู่ฝ่ายเดียว” ทรัมป์ต้องการปฏิกิริยา แต่ไม่ใช่คำตอบ“แยกเสียงออกจากผลประโยชน์” สิ่งที่ทรัมป์พูดไม่เท่ากับสิ่งที่ทรัมป์ต้องการ เช่น เขาพูดว่าผมจะพังทุกอย่าง แต่สิ่งที่ต้องการคือ ภาพลักษณ์ของผู้ชนะ, คะแนนนิยม และอำนาจต่อรองที่ดีขึ้น “การเอาชนะทรัมป์ : ถามตัวเองเสมอว่าเขาจะได้อะไร ถ้าพูดแบบนี้”“อย่าพยายามเอาชนะด้วยความดี” นี่คือกับดักคลาสสิกที่สุด ทรัมป์ไม่แคร์ว่าใครจะมองไม่ดี แต่เขาแคร์ว่าใครจะแพ้เขาต่อหน้าคนดู สิ่งที่ทำให้ทรัมป์เสียสมดุลคือ การตัดผลประโยชน์โดยไม่ส่งเสียง“ทำให้เขาดูไม่ชนะ โดยไม่ต้องชนตรงๆ” ทรัมป์กลัวที่สุด คือการเสียภาพผู้ชนะ “การเอาชนะทรัมป์ : ปล่อยให้เขาพูดให้โวย แต่ไม่ต้องทำตาม” สุดท้ายคำพูดของเขาจะเสื่อมมนต์ขลังเองสังเกตว่าคนที่เคยชนะทรัมป์จะมีจุดยืนร่วมกัน พวกเขาไม่ได้ชนะด้วยการด่า แต่ชนะด้วยความนิ่ง, ความสม่ำเสมอ และการไม่ตกเป็นตัวละครในเรื่องเล่าของทรัมป์ เขาจะแพ้เฉพาะคนที่ไม่กลัวเขา, ไม่หลงเกม และไม่ต้องการพิสูจน์อะไรต่อหน้าเขา“โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติ แต่เขาคือผลผลิตของโลกที่ผู้คนไม่เชื่อระบบ, ไม่เชื่อชนชั้นนำ และไม่เชื่อคำพูดสวยหรู เขาเป็นกระจกสะท้อนโลกที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ โลกยุคทรัมป์คือโลกที่อำนาจสำคัญกว่ามารยาท, ผลลัพธ์สำคัญกว่ากระบวนการ และคนเสียงดังมักได้เปรียบคนลุ่มลึกแต่พูดเบา.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม