รองอธิบดีกรมการปกครองสนธิกำลัง 5 หน่วยงาน “ปค.-บช.ก.-ป.ป.ช.-ดีเอสไอ-ป.ป.ท.” เปิดปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ขยายผลจาก “ตัดหมอกเวียงแหง” ถือหมายศาลบุกจับ 2 ปลัดอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลและลูกจ้างอีก 4 คน ร่วมทุจริตสวมสิทธิให้สัญชาติไทยแก๊งจีนเทา 9 ราย ในจำนวนนี้ 1 รายหนีหมายจับจากจีนและหมายจับตำรวจสากล กลับมาทำบัตรประชาชนไทยได้ ตรวจค้นเป้าหมาย 3 จุดยึดของกลางเพียบทั้งสมุดบัญชี ปืน เอกสารใบคำขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยกว่า 200 รายการซุกซ่อนอยู่ใต้เตียงนอน และเงินสดกว่า 1 แสนบาท “บิ๊กเต่า” ชี้เป็นภัยต่อความมั่นคงมีเครือข่ายเชื่อมโยงหลายพื้นที่ เร่งตัดวงจรอุบาทว์เดินหน้าขยายผลไปทั่วประเทศปฏิบัติการบุกจับปลัดอำเภอพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมทุจริตสวมสิทธิสัญชาติไทยให้กลุ่มจีนเทาเปิดเผยเมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 ม.ค. ที่สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ต.จำรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมตัวแทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และสำนักงาน ป.ป.ท.เขต 5 ร่วมแถลงผลการจับกุมคดีทุจริตสวมสิทธิได้สัญชาติไทย ภายใต้ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน นำหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เข้าจับกุมปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่เทศบาล และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 6 ราย มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์สวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้ชาวต่างชาติอย่างน้อย 9 รายผู้ต้องหาทั้ง 6 รายประกอบด้วยนายวิเศษ ผงนอก อายุ 44 ปี ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว นายธีรวัฒน์ สุขศรี อายุ 41 ปี ปลัดอำเภองานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว น.ส.สุวนันท์ วรธงชัย อายุ 23 ปี ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว น.ส.เนตรนภา เขื่อนเพชร อายุ 24 ปี ลูกจ้างงานทะเบียนและบัตร อำเภอเชียงดาว น.ส.รุ่งอรุณ สวัสดิ์ไหว อายุ 43 ปี ผอ.กองคลัง เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง และ น.ส.พรพัชรธนกัณฬ์ ขัติธาพิชญเดช อายุ 44 ปี ผู้ช่วยนายทะเบียน เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำหรือรับรองเอกสาร แต่กลับรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันทำ ใช้ หรือสนับสนุนการใช้หลักฐานเท็จทางทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, มาตรา 162 ประกอบมาตรา 83นอกจากนี้ ยังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 3 แห่ง ประกอบด้วยบ้านเลขที่ 299 หมู่ 7 ต.แม่นะ เป็นบ้านของ น.ส.สุวนันท์ วรธงชัย อาคารห้องพักข้าราชการอำเภอเชียงดาว ชั้น 4 ที่พักอาศัยของนายวิเศษ ผงนอก ทั้ง 2 จุดไม่พบสิ่งของต้องสงสัย และจุดสุดท้ายอาคารห้องพักข้าราชการอำเภอเชียงดาว ชั้น 3 เป็นที่พักอาศัยของนายธีรวัฒน์ สุขศรี พบสมุดบัญชี 4 เล่ม ปืนลูกซอง 1 กระบอก เอกสารใบคำขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ในห้วงปี พ.ศ.2555 กว่า 200 รายการซุกซ่อนอยู่ใต้เตียงนอน และเงินสด 101,000 บาทซุกซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ภายในห้องพักนายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง เผยว่า คดีนี้เป็นการขยายผลจากปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.68 จับกุมนายอำเภอเวียงแหง จ.เชียงใหม่ พร้อมพวก ร่วมทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จากการขอสัญชาติไทยและขอสถานะบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน พบความผิดปกติของการเพิ่มชื่อในพื้นที่หนึ่ง แต่ไปดำเนินการทำบัตรในอีกพื้นที่หนึ่ง เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ เชิงลึกพบรายการทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน ในพื้นที่ อ.เชียงดาว ของสำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองนะ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง มีความผิดปกติมีความเชื่อมโยงกันเข้าข่ายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การสวมตัวทำบัตรประชาชนของเครือข่ายจีนเทา การฟอกแรงงานต่างด้าว การสวมสิทธิบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี และการคืนรายการบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติ ตามกฎหมายรองอธิบดีกรมการปกครอง เผยต่อไปว่า จากการตรวจสอบข้อมูลไบโอเมตริกซ์ร่วมกับตำรวจสอบสวน กลางพบว่า มีคนจีนหลายรายสวมสิทธิทั้งสัญชาติไทย เวียดนาม และกัมพูชา ในจำนวนนี้มีชาวจีน 1 รายหลบหนีหมายจับจากตำรวจจีน และมีหมายจับของตำรวจสากล แต่กลับสามารถมาทำบัตรในพื้นที่ อ.เชียงดาว ได้ เป็นเรื่องที่กรมการปกครองไม่อาจยอมรับ เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และสะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบที่ต้องเร่งแก้ไข ยืนยันว่าจุดเริ่มต้นของขบวนการนี้อยู่ที่ อ.เชียงดาว ความผิดแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่การแจ้งย้ายถิ่นที่อยู่ปลายทางและขอทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเป็นเท็จ (ขอบัตรครั้งแรก) และกรณีที่ 2 คือการขอคืนรายการบุคคลและทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (สวมสิทธิ)พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า คดีนี้เป็นภัยต่อความมั่นคงและมีลักษณะเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงหลายพื้นที่ การที่กรมการปกครองดำเนินการตรวจสอบและจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เป็นก้าวสำคัญในการตัดวงจรการทุจริต หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่องไปทั่วประเทศเพื่อให้วงจรอุบาทว์นี้จบลงไปด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า ใครทำผิดคนที่รับผิดชอบมีหน้าที่ต้องดำเนินการ เมื่อถามว่าอยากฝากเตือนอะไรข้าราชการที่ยังกระทำความผิดอยู่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่ต้องเตือนหรอก พวกเขาทราบดีว่าถ้าทำผิดจะโดนอะไร ทุกคนที่เป็นข้าราชการถ้ามาถึงระดับปลัดอำเภอ นายอำเภอ ต้องทราบกันดี ถ้าเลือกที่จะเดินผิดซอยหรือเดินไปในทางที่ไม่ดีก็ไม่สามารถที่จะมาบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบ หลงผิดก็ไม่ใช่ นี่เป็นการตั้งใจทำผิด โดยเฉพาะถ้ายิ่งเป็นข้าราชการ เป็นผู้มีอำนาจในการที่จะอนุมัติอะไรด้วยแล้วในทางกฎหมายก็เขียนชัดเจนว่าจะต้องได้รับโทษเพิ่มมากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ เมื่อถามว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล คิดว่าเรื่องส่วยสัญชาติ การทุจริตของข้าราชการจะหมดไปหรือไม่ นายกฯตอบว่า ต้อง พยายามทำทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคไม่ให้เขาทำผิด ถ้าทำโดนแน่ แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอยู่แล้วอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่