กระแส Sell America เทขายเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ร่วงกว่า 870 จุด เอสแอนด์พี ร่วงกว่า 143 จุด แนสแด็กซ์ร่วงกว่า 561 จุด เมื่อยุโรปเปิดศึก “สงครามเงินทุน–Capital Wars” ตอบโต้สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งเป็นจรวด 13.30 น. วันพุธ 21 ม.ค. ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปกว่า 120 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 4,883 ดอลลาร์ต่อทรอยเอาซ์ ราคาทองรูปพรรณไทยก็ปรับขึ้นไปที่บาทละ 72,500 บาท ราคาทองคำที่เคยคาดว่าจะขึ้นไปสูงสุด 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยเอาซ์ในปี 2026 นี้ วันนี้คงเอาไม่อยู่แล้ว คาดการณ์ใหม่อยู่ที่ 7,000 ดอลลาร์ต่อทรอยเอาซ์แล้วสิ่งที่จะตามมาเพื่อดับอหังการของ ประธานาธิบดีทรัมป์ และ สหรัฐ อเมริกา ก็คือ สงครามเงินทุน (Capital Wars) ที่มีแรงทำลายล้างสูงกระแส Sell America (ขายอเมริกา) ทำให้นักลงทุนทั่วโลก “เพิ่มการชดเชยความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์สหรัฐฯสูงขึ้น” ท่ามกลางความวิตกว่า “สหรัฐฯเป็นประเทศคู่ค้าที่ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป” และ 27 ประเทศสหภาพยุโรปจะเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯเพื่อโชว์พลังตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ใช้อำนาจข่มขู่ยุโรปเป็นรายวัน เพื่อยึดเกาะกรีนแลนด์ วันนี้จะขึ้นภาษี 10% พรุ่งนี้จะเพิ่มเป็น 25% จะเก็บภาษีไวน์ฝรั่งเศส 200% โทษฐานไม่สนับสนุนทรัมป์ยึดเกาะกรีนแลนด์เวลานี้ทรัมป์บ้าอำนาจไปแล้ว เข้าข่ายผู้ป่วยโรคจิตที่หลงตัวเองอย่างรุนแรงRay Dalio ผู้ก่อตั้งกองทุน Bridgewater ให้ความเห็นเรื่องกระแส Sell America ในงานประชุม เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ว่า “อีกด้านหนึ่งของการค้า การขาดดุลการค้า และสงครามการค้า ยังมีเรื่องตลาดทุนและสงครามตลาดทุน (capital wars) เมื่อคุณเลือกที่จะสร้างความขัดแย้ง (conflicts) คุณก็ไม่สามารถที่จะเพิกเฉยต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามเงินทุน (capital wars)” ซึ่งวันนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว กองทุนบำนาญเดนมาร์ก เป็นรายแรกที่ประกาศขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่ถืออยู่ 100 ล้านดอลลาร์แบบเกลี้ยงพอร์ต ปัจจุบันประเทศในยุโรปถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและหุ้นสหรัฐฯมากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯแคนาดา ที่ไม่ยอมถูกทรัมป์กดขี่ โดยหันไปจับมือกับจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีดาวอสในงาน World Economic Forum เรียกร้องให้ “ประเทศระดับกลาง” จับมือร่วมกัน “สร้างระเบียบโลกใหม่ที่สะท้อนคุณค่าร่วม” เพื่อสู้กับสหรัฐฯมาร์ก คาร์นีย์ กล่าวว่า แคนาดาเติบโตภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “ระเบียบโลกตามกติกา” แม้จะรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์ มหาอำนาจยกเว้นตัวเองเมื่อสะดวก กติกาการค้าไม่เท่าเทียมกัน กฎหมายระหว่างประเทศบังคับใช้อย่างไม่สม่ำเสมอ ภาพลวงตานี้มีประโยชน์เฉพาะการครอบงำของสหรัฐฯ ตั้งแต่เส้นทางเดินเรือ ระบบการเงิน ไปจนถึงความมั่นคงร่วมกัน แต่ข้อตกลงเชิงนัยนี้ไม่ทำงานอีกแล้ว โลกกำลังเผชิญกับการแตกหักอย่างแท้จริง มหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีเป็นแรงกดดัน ใช้โครงสร้างการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ และมองห่วงโซ่อุปทานเป็นจุดอ่อนให้ฉกฉวยสถาบันพหุภาคีหลักอย่าง WTO UN และ COP ถูกคุกคาม ประเทศจำนวนมากจึงหันไปแสวงหาอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ในด้านพลังงาน อาหาร แร่ธาตุสำคัญ การเงิน ซัพพลายเชน แต่โลกที่ต่างสร้างป้อมปราการ จะยากจน เปราะบาง และไม่ยั่งยืนกว่าเดิมมาร์ก คาร์นีย์ เรียกร้องให้ “ประเทศระดับกลาง” ต้องร่วมมือกัน เพราะหากไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา ก็อาจกลายเป็นเมนูอาหารของมหาอำนาจ แต่การเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศมหาอำนาจในสถานะที่อ่อนแอกว่า เป็นการแสดงอธิปไตยภายใต้การจำยอม ทางเลือกคือ “รวมพลังกันสร้างทางเลือกที่ 3” ที่มีอิทธิพลเพียงพอ สุนทรพจน์ของ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯแคนาดา ได้เสียงปรบมือเห็นด้วยจากทั่วโลก เป็นการประกาศลุกขึ้นสู้กับมหาอำนาจของประเทศระดับกลาง ผมเห็นด้วยและขอให้กำลังใจนายกฯแคนาดาและผู้นำโลกที่กล้าหาญลุกขึ้นสู้สหรัฐฯ มิฉะนั้นทุกประเทศทั่วโลกก็จะตกอยู่ภายใต้การยํ่ายีของ Ugly American เพียงคนเดียวต่อไปอีกอย่างน้อย 3 ปี.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม