การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 แทนที่จะเป็นการเลือกตั้งตัวแทนประชาชนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ เพื่อเข้าไปบริหารประเทศ เข้าไปออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของชาติ กลับกลายเป็น “มหกรรมซื้อเสียง ซื้ออำนาจรัฐ ซื้อประเทศ” โดยเฉพาะ นักการเมืองสีเทาสีดำ ที่มี “เงินทุนเทา–เงินทุนสแกมเมอร์” สนับสนุน ทุ่มเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง สส.เขตกันแบบไม่อั้น ถือเป็นการซื้อเสียงที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยทีเดียว เพื่อหวังเข้าไปควบคุมอำนาจรัฐ จะได้เอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง พวกพ้องและนายทุนการเมืองเห็นตัวเลข “การซื้อเสียง” ที่สูงลิ่วแล้วต้องตกตะลึงจริงๆดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน กกร.และเพื่อนไม่ทน ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อ นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 69 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ประชาชน 3,043 ราย ภาคธุรกิจ 1,771 ราย ซึ่งเป็นการใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่มาก มีผลคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% พบว่า ปัจจุบันปัญหาการทุจริตในไทยรุนแรงขึ้นมาก สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงแน่นอนกกร. คือ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย ข้อมูลจึงมีความน่าเชื่อถือที่สุดผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบ 42% ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อสิทธิขายเสียงมากที่สุด และ 69% ระบุว่าถ้ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงจะไม่รับ มีเพียง 18% ที่ระบุว่าจะรับเงินซื้อเสียง เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ซื้อเสียงที่ราคาเท่าไหร่ คำตอบที่ได้รับคือ กรุงเทพฯและปริมณฑลราคาซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาทต่อคน ส่วน ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานภาคใต้ ราคาซื้อเสียงสูงสุดเท่ากันที่ 5,000 บาทต่อคน ขณะที่ ภาคตะวันออก ราคาซื้อเสียงสูงสุด 3,000 บาทต่อคน โดยมีผู้ตอบ 71.9% ระบุว่าจะไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียง และมี 28.1% ระบุว่าจะเลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียง เพราะรู้จัก/คุ้นเคย/เลือกตามอิทธิพลหัวคะแนน/ได้รับเงินส่วน พฤติกรรมนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เบื่อหน่ายและกังวลที่สุด ผู้ตอบระบุว่า รัฐมนตรีสีเทา คนมีมลทินประวัติไม่โปร่งใส แต่ยังได้เสวยอำนาจ นโยบายต้านโกงมีไว้หาเสียงพอเป็นรัฐบาลแล้วเงียบหาย ผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้องและครอบครัว ฯลฯผมลองคิดตัวเลขง่ายๆมาให้ดูนะครับ ตัวอย่างเช่น สส.เขตที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 30,000 40,000 50,000 คะแนน ต้องใช้เงินซื้อเสียงเท่าไหร่ ผมจะใช้ตัวเลขเฉลี่ยการซื้อเสียงสูงสุดที่ 7,500 5,000 3,000 บาท คือ 5,166 บาทต่อคน คิดตัวเลขกลมๆ 5,000 บาทต่อคน ถ้าซื้อ 30,000 เสียงต่อเขต ก็ใช้เงิน 150 ล้านบาท ถ้าซื้อ 40,000 เสียงต่อเขต ก็ใช้เงิน 200 ล้านบาท ถ้าซื้อ 50,000 เสียงต่อเขต ก็ใช้เงิน 250 ล้านบาท ถ้าต้องการ สส.เขต 100–200 คน (ครึ่งหนึ่งจาก 400 เขต) ก็ใช้เงินซื้อเสียงราว 15,000–25,000 ล้านบาท ถือเป็นเงินที่ “น้อยมาก” สำหรับ การซื้ออำนาจรัฐ ในประเทศที่ มีการทุจริตคอร์รัปชันถึงปีละ 500,000 ล้านบาท ไม่ถึง 10% ของเงินที่โกงชาติไปด้วยซํ้าสัปดาห์ก่อน คุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคส้ม ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า “จาก ก.ค.2568–พ.ย.2568 มีธนบัตรถูกเบิกจากแบงก์ชาติรวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะ ก.ย.68 เดือนเดียว เบิกออกไปถึง 127,010 ล้านบาท” เรื่องนี้ แบงก์ชาติแถลงว่าการเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกติในเดือน ก.ย.68 เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของการอายัดบัญชีม้าแต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือ เงินสดแสนกว่าล้านบาทที่เบิกถอนออกไป ส่วนใหญ่เป็น “ธนบัตรใบละพันบาท” ซึ่งเป็นเรื่อง “ผิดปกติ” ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อมีข้อมูลเชิงลึกระบุว่า ธนบัตรใบละพันหลายหมื่นล้านบาทที่เบิกถอนออกไปนั้น จนถึงวันนี้ยังไม่มีการฝากกลับเข้ามาในระบบ ไม่รู้ไปไหน???"ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม