วันเสาร์สบายๆวันนี้ผมขอชวนทุกท่านไปติดตามก้าวย่างใหม่ของยักษ์ใหญ่กลุ่มไทยเบฟในการช่วยเหลือชุมชน ซึ่งได้จัดตั้ง “บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด” และ “บริษัทพอเพียง” ในระดับอำเภอทั่วประเทศ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและแก้ปัญหาสังคม เพราะนี่ไม่ใช่เพียงโครงการซีเอสอาร์ทั่วไป หากแต่เป็นการลงมือทำในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) อย่างจริงจัง ลงลึกครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ และ 50 เขตทั่ว กทม.การขับเคลื่อนครั้งนี้ไทยเบฟขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย สนองพระราชปณิธานของ ล้นเกล้าฯในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาล 10 โดยน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ 10 ที่จะทรง “สืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร ตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางดำเนินงานผ่านโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) คือกิจการที่ใช้กลไกธุรกิจมาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ไม่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดเหมือนธุรกิจทั่วไป และไม่ใช่องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิที่ต้องพึ่งเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว แก่นของ SE คือการทำให้กิจการอยู่ได้ด้วยตัวเอง กำไรที่เกิดขึ้นจะถูกนำกลับไปพัฒนาสังคมเป็นหลักในยุโรปมี SE เกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะที่อังกฤษมีเป็นหมื่นแห่ง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้จริง สำหรับประเทศไทยมี พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่ปี 2562 ในยุครัฐบาลบิ๊กตู่ แต่การขยายตัวของ SE ค่อนข้างช้า จนถึงปลายปี 2568 เพิ่งมี SE จดทะเบียนเพียง 176 แห่งเท่านั้นย้อนไปดูบทบาทของไทยเบฟที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2558 ได้ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีฯ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง เน้นการส่งเสริมองค์ความรู้และประสานความร่วมมือเป็นหลัก แม้ไทยเบฟไม่ได้ลงไปบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเต็มตัว แต่มีผลการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ชุมชนออกมาสู่ท้องตลาดจำนวนไม่น้อยส่วนการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งสำคัญ จากบทบาทผู้สนับสนุนมาเป็นผู้ลงมือบริหารเองเต็มรูปแบบ โดยเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด 928 แห่ง และอีก 1 โฮลดิ้ง ครอบคลุม 878 อำเภอ 50 เขตเมือง และเมื่อครบ 1 ปีตามเงื่อนไขกฎหมายก็จะยื่นจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นทางการจุดแข็งของกลุ่มไทยเบฟคือมีเครือข่ายธุรกิจกว่า 200 บริษัท สามารถส่งผู้บริหารมีฝีมือ ใช้ระบบจัดการ เข้าไปช่วยคิดช่วยทำและช่วยขับเคลื่อน โครงสร้างการทำงานมีทั้งบอร์ดใหญ่ คณะกรรมการบริหาร คณะจัดการระดับกลุ่มจังหวัด และคณะทำงานในพื้นที่ ซึ่งอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคธุรกิจของบริษัทในแต่ละอำเภอและเขตเมืองจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ภายใต้กรอบใหญ่ 3 ด้านได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อม อาทิ ดิน น้ำ ป่า อากาศ พลังงาน 2.คุณภาพชีวิต เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม 3.อาชีพและรายได้ ผ่านกระบวนการผลิต การค้า และการบริการไทยเบฟบริหารและสนับสนุนงบประมาณทั้งหมด เป็นการทำเพื่อสังคม เพราะจะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่ปันผล กำไรคืนสู่ชุมชน ไม่ได้กลับมาสู่ไทยเบฟแม้แต่บาทเดียวช่วงปลายปีจะมีการจัดงานใหญ่ Sustainability Expo มหกรรมความยั่งยืน ติดตามดูกันนะครับว่าผลงานของบริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง ในระยะเวลาเกือบ 1 ปีจากนี้ จะมีความสำเร็จอะไรออกมาโชว์บ้าง จะเป็นบทพิสูจน์ว่า SE ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม