กลับมาพร้อมตำนานไสยศาสตร์เสียวสยองตลอดกาลอีกครั้ง สำหรับ แจ๊คกี้–จักริน กังวานเกียรติชัย ศิลปิน-นักแสดงคุณภาพที่ได้เวลาปล่อยของให้ได้เสียวสยองกว่าเดิมในภาพยนตร์เรื่อง “พนอ 2” ค่าย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ทำให้หนุ่มแจ๊คกี้ถึงขั้นเอ่ยปากมีความดราม่าเข้มข้นสุดๆ ได้โชว์สกิลบู๊และโหมด “คลั่งรัก” ถึงแม้ชีวิตจริงยังโสดสนิทไม่มีแฟน ส่วนงานเพลงขยับเป็น “ศิลปินเดี่ยว” ยังไม่ทิ้งความฝันคงเดินหน้าต่อไปใน “คนดังนั่งคุย”พนอ 2 ความเข้มข้นในตัวละครที่เราเล่น“ภาค 2 แจ๊คกี้รับบทเปี๊ยกเหมือนเดิมเป็นเพื่อนสมัยเด็กของพนอ เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก จนมีคอนฟริกต์เกิดขึ้นเราก็คิดว่าพนอเป็นคนที่ทำให้แม่เราตุย แต่จริงๆเรามารู้ทีหลังว่าพนอเป็นคนพยายามช่วยชีวิตแม่เรา ทำให้เราเริ่มตกหลุมรักเค้า ภาค 2 เป็นภาคที่จะได้เห็นพัฒนาของตัวละคร ตัวเปี๊ยกและพนอด้วย แต่ว่าจะไปมีอุปสรรคตามเข้ามาเพราะพนอจะสูญเสียความทรงจำไป เปี๊ยกคอยช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นยังไงต้องไปติดตามกันในหนัง” ภาคนี้เปี๊ยกเป็นคนคลั่งรัก “ก็คลั่งรักเลยครับ ถึงเขาจะสูญเสียความทรงจำแต่ก็ยังรักเขาอยู่” ร่วมงานกับเฌอปรางเป็นยังไงบ้าง “เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ร่วมงานกับพี่เฌอปราง สนุกเหมือนเดิมครับ สนิทกันมากขึ้น ถามว่าแกล้งกันมั้ย ไม่ค่อยแกล้งกัน เวลาทำงานจริงจัง พอสนิทกันขึ้นก็คุยกันเยอะขึ้นไม่เกร็งแล้ว จริงๆพี่เฌอเป็นคนที่ทำการบ้านกับบทเยอะมาก เวลาจะมาแสดงซีนต่อไปจะถามว่าได้ไหม แสดงแบบนี้โอเคไหม มีการซ้อมซีนก่อนตลอดบางฉากคำนี้พูดไม่เข้าปากหรือไม่เข้าใจก็ช่วยคิด ปรับบทกับผู้กำกับเลย ชอบวิธีการทำงานของพี่เฌอมาก”ภาคนี้บทของแจ๊คกี้ดราม่าหนักหน่วงขนาดไหน“มีทุกอย่างเลยครับ ดราม่า เศร้า รัก โกรธ เกลียด บู๊ หลอน มีหมดเลย ส่วนตัวผมเล่นบทดราม่าอยู่แล้วครับ เป็นสิ่งที่กี้ถนัดและชอบมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ความสยองขวัญในภาคนี้ที่แจ๊คกี้เจอะเจอ “จริงๆแล้วก็จะเรียกว่าเจอตั้งแต่ภาคแรกจนชินก็ว่าได้ แต่ภาคนี้เจอแต่เล่าไม่ได้ สิิ่งที่เจอแล้วไม่ชอบสุดๆ คือ ตุ๊กแก อันนี้ไม่ได้เลย ตอนเด็กๆไม่กลัวเลย กล้าจับตุ๊กแกด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลัวมากไม่รู้ทำไม มันกลัวไปเอง กลัวหน้าตากลัวมันกระโดดกัด โชคดีไม่มีซีนเจอตุ๊กแกแต่จะเจอซีนบู๊มากกว่า ถ้าเจอคือไม่ได้ ไม่รอดวงแตกแน่นอนครับ”เล่นบทบู๊เป็นอย่างไรบ้าง “สนุกมาก สกิลการบู๊เพิ่มขึ้นจากภาคที่แล้ว ภาคนี้น่าจะดูสมูทและไหลลื่นขึ้น ได้บู๊กับพี่ชิน ชินวุฒแล้วพี่ชินเป็นคนเล่นบู๊ได้เป็นมืออาชีพมากๆ ตอนที่เล่นฉากบู๊ด้วยกันพี่ชินคอยบอกเทคนิคต้องต่อยแบบนี้หรือหลบแบบนี้จะได้ปลอดภัย” พอได้ลองติดใจแนวบู๊เลยไหมล่ะ “ติดใจครับ อยากเล่นอีกชอบๆ คล้ายๆเต้น เหมือนเราเต้นจะต้องจำท่า 1-2-3-4 ไปยังไงต่อก็คล้ายๆกัน” เรื่องฟกช้ำดำเขียวล่ะ “มีบ้างครับ ล้มกระแทกหิน เป็นฉากที่จะต้องไปช่วยคนคนนึง ต้องไปสู้จนได้รับบาดเจ็บ ล้มจริงได้แผลข้างหลัง ช้ำเล็กน้อยเรื่องนี้เรื่องฟกช้ำดำเขียวเป็นเรื่อง เล็กๆ เพื่อเป็นอรรถรสให้คนดู ปกติก็เป็นคนช้ำง่ายอะไรแบบนี้อยู่แล้ว”หลังๆเห็นแจ๊คกี้รับงานแสดงมากขึ้นนะ“จริงๆเป็นคนชอบงานแสดงมากๆ ตัวเองรู้สึกชอบตัวเองในพาร์ตการแสดงเหมือนกัน เราได้ออกมาอยู่ในอีกโลกนึง เราได้มาเป็นตัวละคร เป็นคนที่เราไม่เคยเป็นในชีวิต ได้มาลองอยู่ในบทบาทที่เราอยากลองเป็นสักครั้งเป็นใครไม่รู้สนุกดีครับ ส่วนใหญ่บทที่ติดต่อเข้ามาไม่แนวดราม่าก็แนวโรคจิต ด้วยความที่ภาพจำเรื่องแรกของเรามาแนวนี้ ตอนเล่นเลือดข้นคนจาง ด้วยบทเต้ย เป็นโรคจิตเบาๆ ดราม่าสุดๆ ภาพจำเลยไปเวย์ทางนั้นก็เลยถนัดดราม่า กับแนวอื่นๆมีติดต่อมาต้องดูตัวบท เนื้อเรื่องน่าสนใจขนาดไหน เป็นอะไรใหม่ๆ เปิดรับทุกโอกาสเข้ามาไม่อยากปล่อยให้โอกาสหลุดมือ”พาร์ตงานเพลงเป็นศิลปินเดี่ยวแล้ว“ใช่ครับ ลุยงานเดี่ยวเป็นหลัก ช่วงนี้ทำเพลงปล่อยออกมาเพิ่งมีเพลงล่าสุด ชื่อเพลงว่า ไม่เป็นไรจริงๆ เป็นเพลงที่เล่าเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวแจ๊คกี้เอง มีคอนเซปต์เกี่ยวกับคำที่แจ๊คกี้พูดบ่อยๆ คำว่าไม่เป็นไรชิลๆ ปฏิเสธคนว่าไม่เป็นไรแต่ข้างในจริงๆก็คิดอยู่มันเป็นนะ เป็นเพลงที่สื่อสารถึงคนที่ชอบพูดว่าไม่เป็นไรแต่ข้างในคือไม่ไหวแล้ว” เราอยู่ในสถานการณ์นี้บ่อยไหม “ใช่ครับ ก็เลยแต่งเพลงนี้ขึ้นมาจากความรู้สึกของตัวเอง” ไม่เป็นไรหมายรวมถึงมุมของความรักด้วยหรือเปล่า “รวมๆทุกอย่างเลย หลังปล่อยเพลงออกไปฟีดแบ็กดีครับ ส่วนใหญ่คนบอกว่าฟังแล้วร้องไห้ อีโมชันนอล คนร้องตามตัวเราเองก็ร้องเหมือนกัน เพราะเพลงนี้ใช้เวลาอัดนานมาก 12 ชม. เพราะเป็นเพลงที่อัดนานที่สุดในชีวิต ด้วยเป็นแนวเพลงที่ผมไม่ได้ร้องบ่อย ไม่ใช่แนวที่ผมถนัดมาก ป๊อปร็อก บัลลาด มีการไล่ไดนามิกตอนร้อง สื่อสารการร้องในทุกๆคำก็เลยยาก แต่สุดท้ายแล้วทำออกมาได้” เอ็มวีทำให้คนดูน้ำหูน้ำตาไหล “มิวสิกวิดีโอตัวนี้ได้พี่แหม่ม คัทลียา มาเล่นด้วย เป็นคนที่ผมรักมากๆ จริงๆพี่แหม่มไม่เคยเล่นเอ็มวีเลย พอแจ๊คกี้อยากทำเอ็มวีเล่าเกี่ยวกับครอบครัว เลยนึกถึงพี่แหม่ม เพราะเคยแสดงเป็นคุณแม่คนแรกของแจ๊คกี้ในวงการบันเทิง เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 7 ปี เนื้อหาเป็นเป็นเรื่องราวไม่เป็นไรของทั้งสองตัวละคร คือแม่กับลูก ไปติดตามดูกันได้ เป็นเอ็มวีที่เล่าแบบมีสตอรีค่อนข้างเยอะ”ในฐานะศิลปินเดี่ยวเป็นยังไงบ้าง“ยากมากครับ เราต้องบริหารจัดการเองคนเดียว และบริหารคนอื่นๆในทีมด้วยเพราะผมเปิดบริษัทเป็นของตัวเองเหมือนมันจะต้องคิดตั้งแต่กระบวนการแรกจนกระบวนการสุดท้ายเลย การทำงานศิลปินไม่ใช่อย่างเดียวที่เราโฟกัส เราต้องโฟกัสการบริหารต่างๆด้วยก็ค่อนข้างยาก ก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เมื่อก่อนเราเป็นศิลปินมองแค่งานหน้ากล้องแต่ตอนนี้เราต้องมองให้รอบด้าน ทำให้เราเติบโตค่อนข้างเยอะ เป็นอีกก้าวนึง เป็นก้าวใหญ่สำหรับแจ๊คกี้เลย ได้ทำเพลง ทำคอนเสิร์ตของตัวเอง” ทำไมถึงตัดสินใจเปิดค่ายเพลง “ด้วยความเราเคยอยู่ค่ายเพลงมาก่อน มีวงมาก่อน สุดท้ายแล้วเรามีช่วงนึงคิดกับตัวเองว่าเราอยู่ค่าย เซ็นสัญญาไป 5 ปี สุดท้ายมันหมด เราอยากมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง อยากมีบริษัทที่ต่อยอดงานของเราได้ในอนาคตให้มันอยู่ได้ระยะยาว เป็นสิ่งที่หนักมากแต่ก็ถือว่าลองผิดลองถูก” วง TRINITY มีโอกาสกลับมารวมตัวกัน “งานวงเหมือนยังรับอยู่ครับ แต่แค่พาร์ตผลงานยังไม่มีผลงานใหม่ออกมา ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้ประสบการณ์เยอะขึ้น ได้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น”ทำงานหนักมีเวลาพัก ไปเที่ยว ไปใช้ชีวิตบ้างไหม“มีครับ นานๆไปเที่ยวบ้าง ช่วงนี้ทนไปก่อนเพราะช่วงนี้ถ้าหายไปมันจะกลับมายาก ถ้ามีไฟเรายังทำไหวทำไปก่อน คุณแม่เคยบอกว่า ทำไหวก็ทำไปก่อน” แสดงว่ามีบ่นมีงอแงล่ะสิแม่ถึงพูดแบบนี้ “มีครับ ประจำ(หัวเราะ)มักได้คำปลอบใจก็มีกำลังใจและได้ไฟกลับมาทำงานตลอด” ปีนี้งานเพลงมีโปรเจกต์ใหม่ๆให้แฟนๆได้ติดตาม “แพลนทำอัลบั้มเต็มของแจ๊คกี้นี่แหละครับ มี 10 กว่าเพลงรอติดตามได้ อยู่กระบวนการทำ” ทำไมเลือกทำเป็นอัลบั้มเพราะปัจจุบันคนออกเป็นซิงเกิลมากกว่า “ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มเป็นการสร้างช่วงชีวิตของเราช่วงชีวิตนึง 1 อัลบั้มจริงๆใช้เวลาค่อนข้างนานการรวมอัลบั้มทำให้เหมือนเราเก็บเป็นเมมโมรีว่าช่วงชีวิตนึงเราเคยเป็นคนแบบนี้ อยากทำเพลงแบบนี้ ทำเพลงสไตล์นี้ เป็นเหมือนความทรงจำในช่วงเวลานั้น มีเรื่องราว มีเรื่องเล่า”จากคำว่าไม่เป็นไร เรามีเรื่องไหนที่ทำให้เรารู้สึกแย่และดิ่งมากที่สุด“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน บางทีเราตั้งเป้า หมายไว้แต่ไม่ได้เป็นไปตามอย่างที่เราหวัง มีเฟลๆบ้างแต่พยายามหาอย่างอื่นมาทดแทน ทำเพิ่มจนกว่ามันจะได้” เรารับมือกับมันยังไง “ต้องเข้มแข็ง ไม่มีทางที่อยู่ๆมันจะโอเคได้เลย ก็ต้องเข้มแข็ง หาวิธีปรับแก้ จริงๆคนรอบข้าง ครอบครัว แฟนคลับ ทีมงาน คอยเป็นกำลังใจให้กันและกันทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น”โหมดความรักล่ะเปิดใจหรือเปล่า“จริงๆก็เปิดใจครับ ผมโตแล้วไม่ได้ปิดกั้นเรื่องความรัก แต่ต้องหาเวลาให้ตัวเองก่อนถึงจะมีเวลาให้คนอื่นได้” ไม่ได้เป็นคนเลือกยาก รักคนยาก “ไม่นะครับ ไม่แน่ใจ (ยิ้ม)” มุมความรักของเราตอนนี้ล่ะ คิดยังไง “ถ้าพูดในแง่คนรักเลย แค่รู้สึกว่าแค่มีคนที่เข้าใจเราแค่นั้น คนที่คอยเป็นเหมือนเซฟโซนให้เรา อยู่ด้วยกันคอยซัพพอร์ตกัน เพื่อพัฒนาในทางที่ดี” แม่มีความห่วงหรือแนะนำความรักกับเรายังไงบ้าง “โตแล้วปล่อย คุณแม่ไม่ได้เข้ามายุ่งอะไร โตแล้ว แต่ก่อนมีหวงๆ ช่วงเด็กๆต้องพามาให้สแกนก่อนเวลาจะคุยกับใคร เขาห่วงกลัวเราเรียนไม่จบแต่ตอนนี้เราเรียนจบแล้ว มีงานทำเขาก็ปล่อยแล้ว”.เรื่อง : วรรณี ห่อวโนทยาน