ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) แถลงผลการสืบสวนจับกุมสแกมเมอร์รอบสัปดาห์ พบพฤติกรรมมิจฉาชีพเน้นใช้ความโลภ และความกลัวมาหลอกล่อประชาชน จนยอดความเสียหายพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ มีคดีแจ้งผ่าน Thai policeonline ทั้งหมด 6,727 คดี มูลค่าความเสียหาย 387,945,642 บาท เฉลี่ยวันละประมาณ 55.42 ล้านบาท ความเสียหายเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนกว่า 165,828,964 บาท บ่งชี้ว่ามูลค่าความเสียหายต่อคดีสูงกว่าช่วงเทศกาลชัดเจน สถิติคดีอันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ถึง 72.2 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 2 การหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัล และอันดับที่ 3 การหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่วอร์รูมศูนย์ ACSC สามารถประสานงานกับทุกภาคส่วนช่วยเหลือเหยื่อระงับการโอนเงินไปยังบัญชีมิจฉาชีพทั้งหมด 37 ราย คิดเป็นเงินเกือบ 3 ล้านบาทที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 12 ม.ค. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. ฐานะ ผอ.ศปอส. ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. เผยสถิติคดีและความเสียหายรอบสัปดาห์ หลังดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงตั้งแต่วันที่ 4—10 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งผ่านช่องทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,727 คดี มูลค่าความเสียหาย 387,945,642 บาท (เฉลี่ยประมาณ 55.42 ล้านบาทต่อวัน) รับแจ้งคดีเพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 28 ธ.ค.68—3 ม.ค.69 จำนวน 358 คดี มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นกว่า 165,828,964 บาท สะท้อนว่า แม้ภาพรวมจำนวนคดีจะเพิ่มขึ้นในอัตรา ไม่สูงมาก แต่ความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นมาก บ่งชี้ว่า มูลค่าความเสียหายต่อคดีสูงกว่าช่วงเทศกาลชัดเจนคดีที่แจ้งรับอันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีถึง 72.2 เปอร์เซ็นต์ คนร้ายเน้น หลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง เป็นคดีที่เกิดขึ้นง่ายและมีความถี่สูงมากเมื่อเทียบกับคดีประเภทอื่น อันดับ 2 การหลอกโอนเงินเพื่อรับรางวัลฯ และอันดับที่ 3 คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ นอกจากนี้หากเทียบเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่า อันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อันดับ 1 หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลยอดรวมความเสียหายมากที่สุด อันดับ 2 พบความเสียหายสูงเท่ากันใน 2 รูปแบบคือ หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และการข่มขู่ทางโทรศัพท์ สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพกำลังเน้นใช้ทั้งความโลภและความกลัวมาหลอกล่อประชาชนจนมียอดความเสียหายพุ่งขึ้นอย่างน่ากังวลวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกในส่วนการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น ติ๊กต่อกช็อป (TikTokShop) ลาซาด้า (Lazada) และช้อปปี้ (Shopee) ระบบจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ แพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย ควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม (IG) และเอ็กซ์ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีการรับแจ้งผ่านศูนย์ ACSC สามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที เป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 12 กรณี สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนโอนไปยังบัญชีมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 37 ราย เป็นเงินกว่า 2,979,464 บาท และสามารถจับกุมได้ 2 คดีกรณีน่าสนใจและมีมูลค่าสูงคดีที่ 1.เจ้าหน้าที่วอร์รูมศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สน.ทองหล่อ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 62 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า รีบไปพบผู้เสียหายพร้อม อธิบายเหตุการณ์ให้รู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที กรณีนี้ผู้เสียหายประกอบธุรกิจร้านอาหาร ถูกคนร้ายเป็นหญิงสาวแฝงตัวมาในไลน์ ทักมาพูดคุยจนสนิทใจ ก่อนชักชวนให้ซื้อขายผ่านช่องทางติ๊กต่อกช็อปต่างประเทศ ซื้อขายเปิดร้านค้าและเติมเงินเข้าไปก่อนเพื่อกดออเดอร์จะได้รับกำไร แต่เงินกำไรจะอยู่ในแอ็กเคาต์ไม่สามารถถอนออกมาได้ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มเครดิตถอนเงิน หลังจากนั้นหลอกให้ทำตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,999,054 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปคดีที่ 2 เจ้าหน้าที่วอร์รูมศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จ.ยะลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นชายวัย 67 ปี หลังถูกมิจฉาชีพในคราบลูกค้าติดต่อซื้อเสื้อผ้ามือสองผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “financial center” คนร้ายใช้อุบายล่อลวงให้ผู้เสียหายเข้าใจว่าตนสามารถขายเสื้อมือสองได้ 150 ตัว เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท แต่เงินนั้นถูกโอนเข้าบัญชีส่วนกลางของกลุ่ม หากต้องการถอนเงินต้องจ่ายค่าสมาชิก 1,200 บาทรวมกับค่าเสื้อ 3,000 บาท รวมเป็น 4,200 บาท เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้วกลับอ้างว่าทำผิดขั้นตอนไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ พร้อมกับมีสมาชิกรายอื่นในกลุ่ม (หน้าม้า) กดดันให้ผู้เสียหายต้องโอนเงินแก้ไขระบบเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อให้ถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปอีกหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ครั้งสุดท้ายเกือบตัดสินใจโอนเงินก้อนใหญ่ 540,000 บาท ตำรวจตรวจพบความผิดปกติเข้าแจ้งเตือนทันท่วงที ก่อนให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินการอายัดบัญชีม้าเพื่อตัดวงจรความเสียหายและติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีคดีที่ 3 เจ้าหน้าที่วอร์รูมศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 49 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า ตำรวจรีบไปพบพร้อมอธิบายเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่าถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที คดีนี้ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้ลงทุนผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก คนร้ายใช้วิธีแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มก่อนออกอุบายโพสต์โฆษณาแนะนำการลงทุนอ้างว่า ได้รับผลตอบแทนสูง พร้อมให้ลิงก์ลงทุนตามเว็บไซต์ expert-binary.com ผู้เสียหายสนใจเข้าไปลงทุน โอนเงินเข้าสู่ระบบต่อเนื่อง 40 ครั้ง มูลค่าความเสียหาย 387,389 บาท ตำรวจให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีจากสถิติและการช่วยเหลือข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มิจฉาชีพยังพัฒนารูปแบบการหลอกลวงต่อเนื่อง อาศัยทั้ง “ความโลภ ความกลัว และความรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวงประชาชน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังการทำธุรกรรมออนไลน์ทุกประเภท อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง การโอนเงินเพื่อรับรางวัล การลงทุนผ่านลิงก์หรือเว็บไซต์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการชักชวนเข้ากลุ่มแชตหรือกลุ่มโซเชียลที่กดดันให้โอนเงินอย่างเร่งด่วน ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าถูกหลอกลวงให้หยุดการโอนทันที และรีบโทร.แจ้งสายด่วน 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน www.thaipoliceonline.go.th ทันที เพื่อเพิ่มโอกาสอายัดเงินและลดความเสียหายพร้อมช่วยตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่