“ดีเอสไอ” เร่งส่งหลักฐานสำคัญหลายอย่างให้หน่วยงานรัฐที่เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียด หลังปฏิบัติการตรวจค้น 5 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ คลี่คลายคดีจ้างสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล โดยเฉพาะเครื่องสแกนม่านตา และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อว่าใช้เก็บข้อมูลม่านตาของชาวบ้าน 1.2 ล้านคน พร้อมตรวจสอบว่ามีการผ่องถ่ายข้อมูลม่านตาออกไปหรือไม่ หลังจากนั้นจะพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อกฎหมายก่อนดำเนินการต่อไป ส่วน “ธรรมนัส-นฤมล” จะเรียกมาสอบปากคำหลังเลือกตั้ง เพราะปรากฏภาพถ่ายเป็นพยานการเซ็นเอ็มโอยูฉาวด้วยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนเครือข่ายหลอกลวงชาวบ้านสแกนเก็บข้อมูลม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี โครงการ Worldcoin เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ตั้งของเครือข่ายบริษัท ทีไอดีซีิ จำกัด เนื่องจากทางการสืบสวนสอบสวนมีเหตุสงสัยว่า อาคารเลขที่ 127 เกษรทาวเวอร์ ชั้น 25 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นที่ตั้งของบริษัท ทีไอดีซี จำกัด และบริษัท ทีไอทีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด เป็นสถานที่ที่เชื่อว่าใช้เตรียมการกระทำความผิด หรือเป็นสถานที่ที่ใช้เก็บรักษาข้อมูลม่านตาของบุคคลอันเป็นข้อมูลชีวภาพ เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์ที่ใช้สแกนม่านตา เป็นสถานที่เก็บอุปกรณ์เก็บข้อมูลการสแกนม่านตา เก็บอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลด้านการเงิน ตลอดจนข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทีไอดีซี จำกัด บริษัท ทีไอดีซี โฮสดิ้ง จำกัด บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน)ดีเอสไอดำเนินการเข้าตรวจค้นร่วมกับเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สามารถตรวจยึดเครื่องสแกนม่านตาจำนวน 4 ชุด ภายในบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ย่านรามคำแหง อายัดนำมาตรวจพิสูจน์ว่า เครื่องดังกล่าวเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยจำนวน 1.2 ล้านคนจริงหรือไม่ เครื่องสแกนม่านตานี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องขอความร่วมมือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ร่วมตรวจสอบการใช้งานของเครื่อง การเก็บข้อมูลภายในเครื่อง และการถ่ายโอนข้อมูลไปในลักษณะใดบ้าง เพราะอาจมีผลกระทบในอนาคตส่วนจะมีกลุ่มผู้ต้องหาเป็นใครบ้างนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ยังคงไล่เรียงตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากการยึดมาจากพื้นที่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการสอบปากคำ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างเอ็มโอยูดังกล่าวกับบริษัท ทีไอดีซีฯว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือไม่ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับทราบด้วยหรือไม่ คาดว่าวันที่ 12-13 ม.ค. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะนำข้อมูลที่เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมอบให้ไปใช้นัดหมายหารือกับเลขาธิการ ก.ล.ต. เพื่อให้พิจารณาข้อกฎหมายว่ามีการกระทำใดเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 2561 หรือไม่ เพราะอาจมีการจำหน่าย แลกเปลี่ยน เทรดเหรียญดิจิทัลในการประกอบกิจการใดๆที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเสมือนเป็นการเปิดให้และเหรียญเถื่อนหรือไม่ หาก ก.ล.ต. พบว่าผิด พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล 2561 ก.ล.ต.จะเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมต่อดีเอสไอให้ดำเนินคดีด้วยส่วนกรณีปรากฏภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามเอ็มโอยู เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 เดิมทีคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเตรียมเชิญทั้ง 2 คนมาสอบปากคำในฐานะพยานสัปดาห์หน้า แต่เนื่องด้วยยังต้องรอข้อมูลการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผลการหารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลฯกับเลขาธิการ ก.ล.ต. การตรวจสอบเครื่องสแกนม่านตาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการสอบปากกคำนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัททีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ในฐานะพยานให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงจะเชิญ ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล มาสอบปากคำในฐานะพยาน เบื้องต้นอาจอยู่ในห้วงเวลาหลังการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ไปแล้วมีรายงานด้วยว่า กรณีนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการของบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC WORLDVERSE COMPANY LIMITED) ประสานมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้ความร่วมมือเข้าให้ปากคำฐานะพยานภายในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับโครงการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตาว่า มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องมาจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไพรม์ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วีซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) หรือไม่ เพื่อที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษนำถ้อยคำการให้ปากคำดังกล่าวนี้เข้าสู่สำนวนการสอบสวนต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่