เช้าวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม 2569...วันที่ 10 มกราคม ถูกขีดเส้นใต้ไว้ในปฏิทินว่าเป็น “วันเด็กแห่งชาติ” วันที่สังคมไทยพร้อมใจกันบอกกับเด็กๆว่า...“วันนี้คือวันของพวกเธอ”วันเด็กไม่ใช่เพียงวันแจกของขวัญ ไม่ใช่เพียงวันเปิดทำเนียบ เปิดค่ายทหาร เปิดหน่วยงานให้เด็กถ่ายรูปกับรถถัง เครื่องบิน หรือสวมหมวกนายพล หากแต่ถูกนิยามให้เป็นวันแห่งชาติของเด็ก...วันที่ผู้ใหญ่ทั้งประเทศควรหยุดคิด หยุดมอง และหยุดถามตัวเองให้จริงจังว่าเราให้ “คุณค่า” กับเด็กมากพอแล้วหรือยังพระครูจินดาสุตานุวัตร (พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก) ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน และเจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า คำขวัญวันเด็กปีนี้แปลกตาไปจากหลายปีที่ผ่านมา ไม่เน้นคล้องจอง ไม่เล่นคำสวยหรู แต่กระชับ ตรงประเด็น อ่านง่าย เข้าใจง่ายราวกับต้องการบอกผู้ใหญ่ว่าสาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจำคำขวัญได้ แต่อยู่ที่การนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะคำขวัญจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันถูกแปลงเป็นการกระทำ ไม่ใช่เพียงตัวอักษรบนเวทีวันเด็ก “วันเด็ก” คือวันที่ผู้ใหญ่ทุกระดับพยายามมอบความสุขให้เด็ก ผ่านกิจกรรม เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และของขวัญ ความสุขเหล่านั้นอาจดูเล็กน้อยในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก คือ “พลัง”พลังที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีคนเห็น มีคนใส่ใจ และมีคนพร้อมผลักดันให้เขาเติบโต สำหรับเด็กจำนวนไม่น้อย...วันเด็กคือวันแรกที่เขาได้เห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็น ได้เข้าใกล้สิ่งที่อยู่ไกลตัว ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง และทุกโอกาสเช่นนั้น คือการเพิ่มสติปัญญาโดยไม่รู้ตัว แต่...ในอีกมุมหนึ่งของสังคมไทย เด็กจำนวนไม่น้อยกลับใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสูญเสีย ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ไปจนถึงความขัดแย้งและการสู้รบตามแนวชายแดนทำให้ชีวิตที่ควรจะ “ปกติ” ต้องสะดุด“บางคนสูญเสียบ้าน บางคนสูญเสียผู้ปกครอง บางคนขาดแม้กระทั่งปัจจัยสี่พื้นฐานของชีวิตเด็กเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเพียงของขวัญวันเด็ก แต่ต้องการโอกาส...โอกาสที่จะมีชีวิตที่ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โอกาสที่จะเติบโตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”การขาดปัจจัยสี่คืออาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค กรณีเช่นนี้ก็กลายเป็นภัยชนิดหนึ่งที่จะทำให้การส่งเสริมและการพัฒนาเด็กมีอุปสรรคขึ้นมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนของสังคมควรจะใส่ใจและให้ความสำคัญ เพื่อมิให้เกิดจุดบกพร่องในการพัฒนาเด็ก...มุมคิดสร้างสรรค์ลูกๆหลานๆของสังคมเราเพื่อ...ให้พวกเขาได้ “มีโอกาสที่ดี” ขึ้นมากับชีวิตแน่นอนว่า...ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนมีความคาดหวังต่อเด็ก อยากให้เขาเป็นเด็กดี เยาวชนดี พลเมืองดี ไม่ทำร้ายสังคม ไม่ทำร้ายอนาคตของตัวเอง อยากให้เขารักษาวัฒนธรรม ประเพณี และคุณค่าที่บรรพชนเคยสร้างไว้ อยากให้เขามีสติ มีปัญญา พัฒนาชุมชน บ้านเกิด และประเทศชาติให้เจริญงอกงาม แต่...คำถามสำคัญคือ ผู้ใหญ่ได้ “ทุ่มเท” มากพอกับความคาดหวังเหล่านั้นหรือยังพระครูจินดาสุตานุวัตร ย้ำว่า เด็กที่เติบโตท่ามกลางการเย้ยหยันย่อมเติบโตเป็นคนขาดความมั่นใจ เด็กที่อยู่กับการตำหนิติเตียนย่อมเรียนรู้การกล่าวโทษ เด็กที่อยู่กับความไม่ไว้วางใจย่อมซึมซับการหลอกลวง ตรงกันข้าม...เด็กที่เติบโตท่ามกลางความรักจะรู้จักรักผู้อื่น เด็กที่อยู่กับการส่งเสริมจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองเด็กที่อยู่กับความซื่อสัตย์จะเรียนรู้ความยุติธรรม และเด็กที่อยู่กับความสุขจะมองโลกด้วยหัวใจที่งดงาม“ความดี” ทุกชนิดที่ “ผู้ใหญ่” จะต้องประพฤติให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกหลานของสังคมเรา จงกระทำให้เป็นสายเลือดในชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงจะเป็นการปลูกฝังแต่สิ่งดีให้กับเด็ก...อีกทั้ง “ความชั่ว” ทุกชนิดอันเกิดขึ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลงของมนุษย์ขอจงอย่าได้กระทำ“ขอให้ตั้งจิตอยู่ในความเมตตาปรานี มีความปรารถนาดีต่อเพื่อนบ้านเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกัน รู้จักช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน นำเอาความคิดและการกระทำที่เป็นฝ่ายบวกมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันให้เด็กๆ ได้พบเห็นอยู่ตลอดเวลา”ส่วนพฤติกรรมที่เป็นฝ่ายลบอันเกิดขึ้นทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดีและทางใจก็ดี ขออย่าให้มันผุดขึ้นมาในชีวิต ความคาดหวังที่จะให้เกิดแต่สิ่งที่ดีแก่เด็กๆก็จะเกิดขึ้นและมีความหมายสำหรับเด็กทุกชีวิต ทุกอย่างจึงล้วนอยู่ที่การกระทำทางกายทางวาจาใจของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากคำสอนลอยๆ หากแต่เกิดจาก “ตัวอย่าง” ของผู้ใหญ่ เหตุใดๆย่อมนำไปสู่ผล หากผู้ใหญ่ประกอบอาชีพสุจริต ขยัน อดทน และยืนอยู่บนกติกาของสังคม เด็กย่อมเห็นแบบอย่างของความมั่นคง หากผู้ใหญ่ใช้ชีวิตด้วยเมตตา ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ..เด็กย่อมซึมซับคุณค่าเหล่านั้นโดยไม่ต้องบังคับ“วันเด็ก” จึงไม่ใช่วันของเด็กฝ่ายเดียว แต่คือวันสะท้อนความรับผิดชอบของ “ผู้ใหญ่” ทั้งสังคมเพราะสุดท้ายแล้ว “อนาคตของประเทศชาติ” ไม่ได้ถูกกำหนดโดยคำขวัญบนเวที แต่ถูกกำหนดโดยการกระทำของผู้ใหญ่ในวันนี้ตอกย้ำประเด็นสำคัญ “สร้างเหตุดี...สู่ผลที่งดงาม” อนาคตชาติฝากไว้ในมือผู้ใหญ่“วันเด็กแห่งชาติ” จึงควรเป็นวันที่ผู้ใหญ่กล้ายื่น “สิ่งที่ดี” และ “โอกาสที่ดี” ให้กับเด็กทุกคนไม่ว่าเขาจะอยู่มุมใดของ สังคม เพราะเด็กที่ได้รับโอกาสจะเติบโตเป็นพลัง และพลังนั้นเองคือคำตอบของอนาคตประเทศไทย.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม