แรงกระเพื่อมจากกรณีคดีสินบนทองคำแท่ง น้ำหนัก 246 บาท ประเดิมสะเทือนกระบวนการยุติธรรมไทยสั่นคลอนหนัก ตั้งแต่ต้นปี 2569 ไม่ใช่แค่เขย่าศรัทธาประชาชนแค่วงการตำรวจ แต่ยังกระแทกต่อเนื่องไปถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มัวหมองตามไปด้วยจุดเริ่มต้นความอื้อฉาวจากการเปิดโปงของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ที่ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์นำทองคำ 246 บาท ไปมอบให้กรรมการ ป.ป.ช.คนหนึ่ง แลกการช่วยเหลือคดีที่ “บิ๊กโจ๊ก” ถูกกล่าวหารับผลประโยชน์เว็บพนันออนไลน์ที่อยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.หลักฐานสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ คือ คลิปเสียงการสนทนาสั่งการวิ่งเต้นล้มคดีใน ป.ป.ช. และคลิปวิดีโอการนำทองคำไปมอบให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่รออยู่ในรถตู้ประจำตำแหน่ง ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหลักฐานมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยิ่งเพิ่มน้ำหนักมัดความผิดให้น่าเชื่อว่า มีการให้สินบนหวังวิ่งเต้น เพื่อล้มคดีจริงแรงกดดันจากสังคมทำให้ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติสั่งย้ายนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.ผู้ถูกกล่าวหา พ้นการกำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ1 (สตร.1) และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 (สทว.1) ที่รับผิดชอบดูแลคดีดังกล่าว และมีแนวโน้มจะส่งสำนวนคดีนี้กลับไปให้ตำรวจดำเนินการผลพวงคดีสินบนทองคำ น้ำหนัก 246 บาท สะเทือนภาพลักษณ์ ป.ป.ช.ตกเป็นจำเลยสังคม ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่ปราบทุจริตโดยตรง แต่อาจมีการทุจริตภายในหน่วยงานเอง หากไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาด รวดเร็ว โปร่งใสในการสอบสวนกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เสี่ยงเกิดวิกฤติศรัทธาด้านความน่าเชื่อถือป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก กรณีสินบนทองคำ น้ำหนัก 246 บาทว่า กลไกตรวจสอบขององค์กรอิสระถูกแทรก แซงด้วยอำนาจเงินได้ ทำลายหลักการสำคัญขององค์กรปราบโกง ที่ต้องทำหน้าที่ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และมีความเป็นอิสระในการทำงาน ที่สำคัญผู้คุมกฎจะต้องไม่เป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเองจึงจำเป็นต้องรีบกู้คืนความเชื่อมั่นจากสังคม แต่ดูเหมือนท่าที ป.ป.ช.ยังนิ่งเงียบ ไม่แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงใดๆ นอกจากสั่งย้ายกรรมการ ป.ป.ช.จากสำนักคดีที่กำกับดูแล การตรวจสอบกันเองแบบปิดเงียบ อาจยิ่งทำลายความศรัทธาของประชาชน กลายเป็นไม้บรรทัดบิดเบี้ยว เพราะองค์กรตรวจสอบกลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม