เมื่อวานนี้ผมเขียนเล่าว่าผมไปร่วมงาน “เลี้ยงรุ่น” ของ “คน Gen–s” ซึ่งเกิดระหว่าง พ.ศ.2468–2488 อายุเกิน 80 ปี++ ไปแล้วประมาณ 4–5 ปี สะท้อนความสุข ความสนุก และความคิดทางการเมืองเล็กๆน้อยๆของคนรุ่นนี้มาฝากท่านผู้อ่านวันนี้ขอเขียนเรื่อง Gen ต่างๆต่ออีกวันนะครับ เนื่องจากไปอ่านข่าวระหว่างหยุดปีใหม่ พบตัวเลขอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่อง Gen ที่อยากจะนำมาฝากพรรคการเมืองต่างๆที่กำลังหาเสียงขณะนี้ รับไปพิจารณาว่าควรกำหนดไว้เป็นนโยบายสำคัญหรือไม่? อย่างไร?เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเท่าที่นิยมแบ่งรุ่นแบ่งเจนกันอยู่ในขณะนี้มีทั้งหมด 7 Gen ด้วยกัน เริ่มจาก 1.Gen-s หรือ Silent Generation) พ.ศ.2468-2488), 2.Gen-B หรือ Baby Boomer (2489-2507) 3.Gen X (2508-2522), 4.Gen Y (2523-2539) 5.Gen Z (2540-2552), 6.Gen Alpha (2553-2567)ตั้งแต่ปี 2568 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เขาถือว่าเป็นปีเริ่มต้นของ Gen Beta ครับ...ผ่านไปแล้ว 1 ปีเต็มๆ เมื่อ 31 ธันวาคม 2568 นี้เอง และจะไปสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2582 หรือ 14 ปีข้างหน้าคำอธิบายสำหรับ Gen-Beta ก็คือจะเป็นรุ่นลูกของคน Gen-Y กับ Gen-Z ซึ่งจะเกิดและโตในยุคของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบอัตโนมัติต่างๆที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงในการศึกษาในการทำงาน ฯลฯน่าจะเป็นคนรุ่นที่คิดและทำอะไรด้วยตัวเองน้อยที่สุด เพราะจะมี AI มาเป็นตัวช่วยแทบทุกเรื่องแต่ประเด็นที่ผมเป็นห่วงก็คือเด็กยุค Beta นั่นแหละ เพราะเกิดมาแค่ 4 แสนกว่าคนเองครับในปีแรก 2568ตัวเลขจริงที่นับถึงเดือนพฤศจิกายน 2568 รวม 11 เดือน มีเด็กไทยเกิดใหม่เพียง 381,136 คนเท่านั้น สำหรับตัวเลข 12 เดือนยังต้องรออีกนิด แต่ ณ นาทีนี้คาดไว้ที่ 420,000 คนนับเป็นสถิติเด็กไทยเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมาแล้วเป็นปีที่ 5 จาก พ.ศ.2564 ซึ่งในปีดังกล่าวเกิดใหม่ที่ 544,570 คน จากนั้นลดมาเป็น 506,107 คน, 517,934 คน, 462,240 คน และประมาณ 420,000 ในปี 2568 อย่างที่ว่านักประชากรศาสตร์วิตกมาหลายปีแล้วว่าการที่เด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนผู้ใหญ่ที่อำลาโลกในแต่ละปีอยู่เรื่อยๆนั้น จะเป็นผลให้จำนวนประชากรไทย “ติดลบ” คือลดลงไปเรื่อยๆเช่นกันหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้เชื่อว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรของประเทศไทยจะลดลงไปเหลือประมาณ 60 ล้านคนถ้วนๆ และจะลดต่อไปอีกตามลำดับเหลือแต่ “ผู้สูงอายุ” เต็มบ้านเต็มเมือง...โดยเฉพาะรุ่นผม หรือ Gen-S (อายุ 80++) ซึ่งปัจจุบันเขาว่าเหลืออยู่ 1.9 ล้านคนเศษๆเท่านั้น ก็น่าจะเหลือแค่หลักแสนในอีก 10 ปีข้างหน้าทำอย่างไรจะให้เด็กรุ่นใหม่ที่เรียกว่ารุ่น Beta เพิ่มจำนวนมากขึ้นอีก คงต้องฝากพรรคการเมืองต่างๆไว้ละครับย้อนหลังไป 5-6 ปี เราเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ และรัฐบาลไทยยุคนั้นก็เริ่มโครงการส่งเสริมการแต่งงาน และการมีลูกกันบ้างแล้ว เรียกเสียโก้ว่าโครงการ “วิวาห์สร้างชาติ”มีการให้ของขวัญ มีการจูงใจผ่านบัตรทอง 30 บาท มีการอุดหนุนเด็กแรกเกิด, ขยายวันลาคลอด, ตั้งศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ แต่ดูกะหร็อมกะแหร็มอย่างไรก็ไม่รู้ต้องเริ่มอย่างจริงจังนะครับ จะมาทำเล่นๆต่อไปไม่ได้อีกแล้วล่ะ สำหรับโครงการ “วิวาห์สร้างชาติ” หรือที่บางท่านเรียกว่าโครงการ “ปั๊มลูกสร้างชาติ” เพื่อให้ดูแข็งขันขึ้น...ดังกล่าวนอกจากฝากรัฐบาลแล้วก็คงต้องฝากหนุ่มๆสาวๆทุกวันนี้ไว้ด้วยว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของชาติจริงๆ (และของโลกด้วย)...สามารถวิวาห์ได้ก็วิวาห์เลยนะครับ และทันทีที่วิวาห์ก็ขอให้คิดถึงเรื่อง “มีลูก” ก่อนอะไรทั้งหมดนะครับ...เพื่อชาติ และเพื่อประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา!“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม