กระทรวงดีอีเปิด 4 เทรนด์มิจฉาชีพออนไลน์ มุกเก่ามาครบ มุกใหม่มาเติมตั้งแต่ ส่งเอสเอ็มเอสและไลน์แนบลิงก์ หลอกทวงค่าน้ำ–ค่าไฟ, หลอกปลอมเสียง–หน้าด้วยเทคโนโลยี Deepfake, หลอกลงทุนคริปโต เงินดิจิทัลอ้างหน่วยงานน่าเชื่อถือ และหลอกผ่านโปรไฟล์ปลอม ทั้งหลอกให้รัก หลอกลงทุน หลอกซื้อของ เตือนประชาชนท่องคาถา “4 ไม่” คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอนรายงาน 4 เทรนด์สแกมเมอร์ประจำปี 2569 ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่พบมากที่สุดและคาดว่าจะเป็นเทรนด์ต่อเนื่องตลอดปี 2569 มี 4 รูปแบบ ได้แก่1.การส่งข้อความเอสเอ็มเอส (SMS) และไลน์ (LINE) ปลอมแนบลิงก์ เร่งรัดให้ชำระหนี้ ค่าปรับ โดยอ้างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐ ไม่มีการส่งเอสเอ็มเอส ข้อความ หรืออีเมลที่มีการแนบลิงก์แล้ว โดยขอเตือนว่าอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับข้อความโดยเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทาง ติดตั้งแอปพลิเคชันขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร หรือลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของผู้ที่หลงเชื่อได้2.การหลอกลวงปลอมเสียงและหน้าตาผ่านวิดีโอปลอม ด้วยเทคโนโลยี AI (Deepfake Call) วิธีการนี้ เป็นการปรับรูปแบบของมิจฉาชีพในการใช้เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก หลอกลวงยืมเงิน ให้โอนเงินช่วยเหลือด่วนหรือสร้างวิดีโอปลอม เพื่อข่มขู่หลอกลวงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน ก่อนให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่ง AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริงดังนั้นเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนควรตั้งสติ คิดให้รอบคอบ ต้องสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจ พร้อมทั้งติดต่อหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ไม่รีบเชื่อ ไม่รีบโอน ก่อนตรวจสอบอย่างละเอียด3.หลอกลวงลงทุนเงินคริปโตเคอร์เรนซีและหุ้นดิจิทัล มิจฉาชีพจะใช้วิธีการหลอกลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล อ้างอิงหน่วยงานด้านการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อชักจูงให้ลงทุน ในระยะแรกมักได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น แล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหาย ผู้ที่สนใจการลงทุนด้านนี้ จึงต้องติดตามข้อมูลการลงทุนจากช่องทางที่เป็นทางการของหน่วยงานลงทุนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ติ๊กต่อก (TikTok) ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ไม่ใช่ของหน่วยงานทางการ4.สร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ภายใต้วัตถุประสงค์ ตั้งแต่ หลอกหาคู่, ตั้งร้านค้าปลอม, โรงแรมที่พักปลอม โดยมิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอม โดยในรายของมิจฉาชีพประเภทหลอกให้รักหรือ Romance Scam มักใช้รูปผู้ชายหรือผู้หญิงหน้าตาดี ทำทีตีสนิท ก่อนหลอกให้โอนเงินขณะที่ในกรณีของการหลอกขายสินค้าหรือหลอกให้โอนเงินจองที่พักโรงแรมนั้น มักจะสร้างบัญชีปลอมเลียนแบบบัญชีจริงของร้านค้าหรือโรงแรมที่พัก โดยผู้ที่สนใจซื้อสินค้า จองที่พัก ควรตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมที่พักหรือร้านค้าออนไลน์อย่างละเอียดให้มั่นใจว่าเป็นบัญชีแท้จริง ก่อนจะโอนเงินหรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลกระทรวงดีอียังเปิดเผยข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 ว่า ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่อายุระหว่าง 20-49 ปี มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนคดี 223,300 เคส รองลงมาเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคสสำหรับช่องทางที่ใช้หลอกลวง 4 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1.เฟซบุ๊ก มีจำนวน 126,672 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท 2.คอลเซ็นเตอร์จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท 3.เว็บไซต์ จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท และ 4.ติ๊กต่อก (TikTok) จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาทปี 2569 ที่กำลังเริ่มขึ้น จึงยังคงเป็นปีที่ความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ สแกมเมอร์ คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ประชาชนต้องตระหนักรู้ว่า การให้ข้อมูลส่วนบุคคล การกดลิงก์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆที่ไม่ได้มาจากช่องทางเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลหรือเงินในบัญชีธนาคารได้โดยขอให้ยึดหลัก “4 ไม่” คือ ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ และไม่โอน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยหรือถูกหลอกลวงให้ติดต่อศูนย์ AOC 1441 หรือสายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับและอายัดบัญชีทันที.อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่