ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่มาถึง ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่แก่ผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งและขอต้อนรับสู่ปี 2569 ซึ่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ จะครบกำหนด 1 ปีเต็มของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของนาย “โดนัลด์ ทรัมป์” วัย 79 ปี@@ โดยถือเป็น 365 วันที่ไม่ธรรมดาสำหรับประชาคมโลก การกลับมารับตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 2 และนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน ถือเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศต่างๆ ประการแรกที่เด่นชัดคือเรื่อง “สงครามการค้า” การตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและแรงงานในสหรัฐฯ และลดการขาดดุลการค้าโดยเฉพาะกับจีนสหรัฐฯเรียงลำดับการตั้งกำแพงภาษีต่อประเทศที่ไม่มีทางตอบโต้ก่อน อย่างประเทศไทยโดนกำแพงภาษี 36% ก่อนลดเหลือ 19% หลังเราพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่องและเสนอเงื่อนไขการค้าที่อเมริกาดูมีความต้องการมากที่สุด ขณะที่จีนถูกกำหนดในอัตราที่สูงลิ่ว 145% ก่อนสหรัฐฯจะปรับลดให้เรื่อยๆมาเหลือ 47% ช่วงปลายปีอย่างไรก็ตาม ถึงประเทศต่างๆจะโดนภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างเด่นชัดคือกลยุทธ์ “หักคอบีบคั้น” ให้นานาชาติซื้อของเพิ่ม และนำเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯหากไม่อยากโดนดี แต่งานนี้ทางจีนถือว่ามีของ ครองตลาดแร่หายาก “แรร์เอิร์ธ” ที่จำเป็นต่อการผลิตด้านเทคโนโลยี เลยสามารถยืนหยัดต่อแรงกดดัน และสามารถทำให้สหรัฐฯลดราวาศอก ถอยไปแบบอ้อมแอ้มไม่ให้ตัวเองเสียหน้า @@ ตลอดปีที่ผ่านมาทรัมป์ยังแสดงบทบาททรงอิทธิพลทางการเมืองโลก เดินสายกดดันให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบกลาโหมของตัวเอง สหรัฐฯจะได้ไม่ต้องทุ่มทุนเก็บงานดูแลทุกอย่าง พร้อมขยายพลังเข้าไปในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่เริ่มเด่นชัดว่าหลายประเทศกำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน ประกาศความต้องการคลองปานามา รวมถึงอยากให้เวเนซุเอลาเปลี่ยนผู้นำเพื่อผลประโยชน์ทางพลังงาน เข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบสำคัญเพื่อที่สหรัฐฯจะได้ลดการพึ่งพาชาติพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง @@ เช่นเดียวกับ “เรื่องในบ้าน” ผู้นำสหรัฐฯเดินหน้าลุยเอาใจฐานเสียงอนุรักษ์ ประกาศศึกกับแนวคิดความหลากหลายและเสรีนิยม “โว้ค” กำหนดความชัดเจนด้านเพศสภาพชาย-หญิง ทวงคืนความยุติธรรมคนผิวขาวหลังจากหลายปีที่ผ่านมา คนขาวได้ถูกตีตราว่าเป็นผู้กดขี่และต้องชดใช้ความผิดให้แก่คนผิวสีไปตลอดกาล ควบคู่ไปกับการต่อต้านผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จับเนรเทศไปกว่า 600,000 คน และการปิดรับคนเข้าเมืองจากชาติไม่พึงประสงค์ด้วยมาตรการเข้มงวดหรือแบนวีซ่า@@ ไปจนถึงการวางบทบาทเป็น “ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” อ้างว่ายุติสงคราม 8 แห่งทั่วโลก อาทิ สงครามความขัดแย้งในฉนวนกาซา-อิสราเอล-อิหร่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก-รวันดา อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน เซอร์เบีย-โคโซโว อียิปต์-เอธิโอเปีย อินเดีย-ปากีสถาน และความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งพยายามอย่างยิ่งยวดในการหาทางเจรจาสันติภาพยูเครน-รัสเซีย นัดหารือกับ “วลาดิเมียร์ ปูติน” ประธานาธิบดีรัสเซีย และ “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า ผู้นำสหรัฐฯอาจคาดหวังจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ “โนเบลสาขาสันติภาพ” ในปีนี้ @@ แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวต่างๆของทรัมป์ในบางครั้งอาจดูสะเปะ สะปะ หรือนึกขึ้นมาได้กลางคัน กระนั้น ท่าทีทั้งหมดถือว่าไม่หนีไปจากกรอบของแผนแม่บท “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาและหากนำแผนดังกล่าวมาอ่านพิจารณา ก็ย่อมที่จะพอมองออกว่าทิศทางต่อไปของแดนพญาอินทรีภายใต้ยุคโดนัลด์ ทรัมป์คืออะไร “การทำให้มั่นใจว่าอเมริกาจะยังคงเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด ร่ำรวยที่สุด มีอำนาจมากที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุดในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า จำเป็นที่เราจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าเราควรดำเนินการเช่นไรในระดับโลก ในช่วงยุคหลังสงครามเย็นเราเคยมองว่าการปกครองโลกคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมากที่สุด แต่กรณีนี้ถือเป็นมุมมองที่ผิดและสร้างภาระต่อประชาชนอย่างมาก เนื่องจากกลายเป็นว่ามีอะไรต้องแบกหลายสิ่ง และบางครั้งก็ถูกดึงเข้าไปร่วมศึกที่สหรัฐฯไม่ได้เป็นคนก่อ”@@ สิ่งที่สหรัฐฯต้องการ คือการยังคงอยู่รอดและมีความปลอดภัยในฐานะประเทศที่เป็นเอกราช มีอำนาจอธิปไตยเต็มใบ และมีรัฐบาลที่คอยปกป้องสิทธิของประชาชนที่พระเจ้าประทานพรมาให้ เราต้องปกป้องประเทศจากการโจมตีทางทหาร การบ่อนทำลายโดยอิทธิพลภายนอก การแทรกแซงทางข่าวกรองโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นอันตราย การค้าที่ไม่เป็นธรรม การกลบฝังทางวัฒนธรรม และอันตรายอื่นๆอย่างยาเสพติดและการค้ามนุษย์สำหรับสิ่งที่สหรัฐฯต้องการจากโลก คือการทำให้ซีกโลกตะวันตกมีเสถียรภาพและถูกปกครองโดยรัฐบาลที่ดีเพื่อป้องปรามการหลั่งไหลของผู้อพยพเข้าสู่อเมริกา ต้องการความร่วมมือจากรัฐบาลต่างๆในการสกัดกั้นแก๊งอาชญากรรม ขบวนการก่อการร้ายยาเสพติด เราต้องการหยุดยั้งและสวนทางการสร้างความเสียหายจากตัวละครต่างชาติที่สร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเสรีและเปิดกว้างในด้านการเดินเรือ ห่วงโซ่สินค้า และการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น สหรัฐฯยังต้องการสนับสนุนชาติพันธมิตรต่อการปกปักรักษาเสรีภาพและความมั่นคงของยุโรป ไปพร้อมกับการฟื้นฟูความมั่นใจทางอารยธรรมของยุโรปและความเป็นชาติตะวันตก เรายังต้องการขัดขวางไม่ให้ชาติศัตรูเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไปพร้อมกับหลีกเลี่ยง “การทำสงครามตลอดกาล” ในภูมิภาคที่คอยถ่วงสหรัฐฯและส่งผลกระทบต่อตะวันออกกลางอย่างหนัก@@ ด้วยเหตุนี้สหรัฐฯจำเป็นต้องมีนโยบายการต่างประเทศที่ปฏิบัติได้จริง และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง อย่าไปหลงอยู่กับอุดมคติเรื่องเพ้อฝัน มีพละกำลังโดยที่ไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมคุกคาม มีความยับยั้งชั่งใจโดยไม่ให้ถูกมองว่านุ่มนิ่มเป็นนกพิราบขาว ภายใต้หลักการอเมริกาต้องมาก่อนและอเมริกาเฟิร์สถือเป็นหลักการที่ขับเคลื่อนโดยการจำแนกให้ออกว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง เพราะการให้ความสนใจกับทุกอย่างเทียบเท่าได้กับการไม่สนใจอะไรเลย ตามด้วยการรักษาสันติภาพด้วยความเข้มแข็ง เพราะความเข้มแข็งคือการป้องปรามที่ดีที่สุด และทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริงสหรัฐฯยึดถือหลักการไม่แทรกแซงแต่ต้องมองแนวโน้มให้ออก เนื่องด้วยประเทศอื่นๆที่มีขอบเขตของผลประโยชน์ที่กว้างขวางและหลากหลายเหมือนกับสหรัฐฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แทรกแซงคนอื่น เราจำเป็นต้องมองแนวโน้มให้ได้ว่าอะไรคือการแทรกแซงอย่างชอบธรรม เช่นเดียวกับการยึดความเป็นจริงแบบยืดหยุ่น สหรัฐฯจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า “อะไรที่เป็นไปได้” ในการต่อรองกับชาติอื่นๆ ไปจนถึงการถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ในเมื่อเราปฏิเสธหลักการครองโลก ก็จำเป็นต้องสกัดกั้นไม่ให้ผู้อื่นครองโลกเช่นกัน และที่สำคัญคือ ความยุติธรรมต่อสหรัฐฯ เราจะไม่อดทนและไม่ทนอีกต่อไปในการถูกเอาประโยชน์ การเอาแต่ได้ทางการค้า และฉวยโอกาสจากความปรารถนาดีของสหรัฐฯ@@ จากหลักการทั้งหมดเหล่านี้อาจพอเป็นแนวทางให้พวกเราทุกคนมีความเข้าใจต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ยุค “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” มากขึ้นตลอดวาระดำรงตำแหน่งอีก 3 ปีข้างหน้า แต่สุดท้ายก็ไม่แน่ว่าจะ 3 ปี (จนครบเทอมลิมิต 8 ปี) หรือไม่ เพราะเจ้าตัวเคยพูดติดตลกแล้วว่า ยืดวาระไปอีกก็ดูน่าสนใจนะ...ขอกราบสวัสดีปีใหม่ 2569 แก่ท่านผู้อ่านอีกครั้งมา ณ ที่นี้ครับ.ทีมข่าวต่างประเทศอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่