7 วันอันตราย ประเดิมวันแรกเกิดอุบัติเหตุ 198 ครั้ง สังเวย 29 ศพ บาดเจ็บ 190 คน สาเหตุหลักจากขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ตัดหน้ากระชั้นชิด “เชียงราย-ภูเก็ต” แชมป์อุบัติเหตุสูงสุด รอง ผบ.ตร.กำชับตำรวจบังคับใช้กฎหมายจราจรเข้มข้น 10 ข้อหาหลัก วันเดียวจับกุม 77,898 ราย เป็นความผิดฐานเมาขับถึง 3,898 ราย เกิดอุบัติเหตุสยองส่งท้ายปี รถกระบะคนงานชาวเมียนมาพุ่งตกคลองจมน้ำตายหมู่ 6 ศพ บาดเจ็บ 7 คน สาเหตุจากคนขับหลงทางขณะจะไปเที่ยวปีใหม่ต่างจังหวัด ขับตามจีพีเอสไปไม่ชำนาญเส้นทางแถมถนนมืดจนรถเสียหลักพุ่งจมคลองที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ (ศปถ.) ปี 2569 ภายใต้ ชื่อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” กำหนดช่วงเวลาคุมเข้มข้นระหว่างวันที่ 30 ธ.ค.68 ถึง 5 ม.ค.69 รวม 7 วัน แถลงข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน วันแรก วันที่ 30 ธ.ค.68 เมื่อเปรียบเทียบกับวันแรกของช่วงคุมเข้มในปีที่ผ่านมาพบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด 198 ครั้ง ลดลงร้อยละ 38.13 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงราย และภูเก็ต 12 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 190 คน ลดลงร้อยละ 38.71 จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือภูเก็ต 12 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตมี 29 ราย ลดลงร้อยละ 51.67 จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ กทม. 3 รายสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุเกิดจากขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 83 ครั้ง รองลงมาคือดื่มแล้วขับ 40 ครั้ง และตัดหน้ากระชั้นชิด 37 ครั้ง พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัยมากสุด 122 คน ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 79 คน ดื่มแล้วขับ 35 คน และตัดหน้ากระชั้นชิด 34 คน ส่วนประเภทของรถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถ จยย. 192 คัน คิดเป็นร้อยละ 71.79 รองลงมาคือรถกระบะ 39 คัน และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 19 คันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดแผนบริหารจัดการจราจรช่วงการเดินทาง เร่งระบายรถทั้งขาไปและขากลับในช่วงต้นและปลายเทศกาล ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ตรวจสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ควบคู่การถ่ายทอดสดผ่านช่อง Police TV และเฟซบุ๊กหน่วยโดรน ตชด. เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมกำชับมาตรการป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ประสานกรมทางหลวงขอคืนพื้นผิวจราจรจากจุดซ่อมสร้างทั้งหมด 525 จุด สามารถคืนพื้นผิวแล้ว 304 จุด ส่วนที่เหลือได้ประชาสัมพันธ์ให้ปิดกั้นและเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความคล่องตัวในการเดินทางส่วนการแก้ไขปัญหาจุดเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก สั่งการให้ทุกหน่วยและทุกสถานีตำรวจสำรวจจุดเสี่ยงในพื้นที่ รับผิดชอบวางมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน และบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ ขณะเดียวกัน ได้เน้นบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด กำหนดมาตรการเน้นหนักใน 10 ข้อหาหลัก ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ 5 ข้อหา ได้แก่ ขับรถเร็ว เมาสุราแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และขับรถย้อนศร พล.ต.อ.สำราญเผยว่า วันนี้และวันพรุ่งนี้เป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีประชาชนเดินทางและร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองเป็นจำนวนมาก จึงเพิ่มความเข้มข้นในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความผิดฐานเมาแล้วขับ สาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุร้ายแรง จากผลการปฏิบัติวันที่ 30 ธ.ค.68 วันแรกของการรณรงค์ช่วง 7 วันควบคุมเข้มข้น มีการจับกุมผู้กระทำความผิด 10 ข้อหาหลัก รวม 77,898 ราย เป็นความผิดฐานเมาแล้วขับ 3,898 ราย สะท้อนให้เห็นว่ายังมีผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนไม่น้อยที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นรอง ผบ.ตร.เผยด้วยว่า นอกจากนี้ยังพบผู้กระทำผิดซ้ำฐานเมาแล้วขับภายในระยะเวลา 2 ปี จำนวน 33 ราย กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับโทษในอัตราที่สูงขึ้น เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท พร้อมให้ศาลสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่และต้องถูกส่งฟ้องศาลตามขั้นตอนทางกฎหมาย ขณะที่การกระทำความผิดฐานเมาแล้วขับในครั้งแรก มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยศาลสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษทั้งจำคุกและปรับ เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ ส่วนค่ำคืนนี้ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตำรวจตรวจเข้มทุกสถานบริการและสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ เน้นย้ำ “ก่อนเข้า ตรวจบัตร ก่อนกลับ ตรวจเมา” การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคน ต้องการเห็นทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่สั่งระดมกำลังตำรวจทั่วประเทศกว่า 30,000 นาย ดูแลความปลอดภัยและการจราจร เน้นย้ำมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเครือข่ายใยแมงมุมครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีสถานที่ ต่างๆจัดกิจกรรมเคาต์ดาวน์ และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี 337 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นสถานที่ จัดงานขนาดใหญ่ 36 แห่ง ในกรุงเทพฯมี 6 แห่ง ได้แก่ ไอคอนสยาม, ถนนข้าวสาร, เซ็นทรัลเวิลด์, ราชมังคลากีฬาสถาน, เอเชียทีค และวันแบงค็อก สั่งระดมกำลังตำรวจกว่า 7,300 นายเสริมการปฏิบัติทุกจุดทั่วประเทศผบ.ตร.เผยด้วยว่า ด้านการจราจรและการลด อุบัติเหตุทางถนน ได้ระดมกำลังตำรวจจราจรกว่า 23,000 นาย ในการอำนวยการจราจร ตั้งจุดตรวจ กวดขันวินัยจราจร และจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ รวมกว่า 3,000 จุดทั่วประเทศ กำชับมาตรการป้องกัน และลดความสูญเสีย ลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อหาหลักที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น ขับรถระหว่างเมาสุรา ไม่สวมหมวก กันน็อก เป็นต้นวันเดียวกัน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อลดความสูญเสียบนท้องถนน ผลการปฏิบัติงานวันแรกของช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วันอันตราย ตำรวจทางหลวงจับกุมผู้กระทำผิดฐานเมาแล้วขับสูงถึง 279 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 197 ราย ส่วนการกวดขันวินัยจราจรยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้นเช่นกัน ข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดยังเป็นอันดับหนึ่ง มียอดจับกุม 5,243 ราย ตำรวจทางหลวงจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายในข้อหาเมาแล้วขับอย่างเข้มงวด เพื่อลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนและมอบความปลอดภัยเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนด้าน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติในวันแรก วันที่ 30 ธ.ค. ของการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ว่า มีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติรวมทั้งสิ้น 321 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา 273 คดี คดีขับรถประมาท 4 คดี และคดีขับเสพ 44 คดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คดีขับรถขณะเมาสุราลดลง 71 คดี จังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 45 คดี นนทบุรี 40 คดี และพระนครศรีอยุธยา 36 คดีเกิดอุบัติเหตุสยองส่งท้ายปี เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 30 ธ.ค. ร.ต.ต.พุทธพงษ์ ยกชม รอง สว.(สอบสวน) สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งตกไปในคลองรังสิตประยูรศักดิ์ (คลอง 13) หมู่ 5 ต.บึงน้ำรักษ์ อ.ธัญบุรี คาดว่ามีผู้เสียชีวิตหลายราย หลังรับแจ้งรายงานให้ พ.ต.อ.จรินทร์ อธิปธานนท์ ผกก. นำกำลังตำรวจ พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพบคนงานต่างด้าวชาวเมียนมา 7 คน เป็นชาย 4 คน และหญิง 3 คน ทั้งหมดเนื้อตัวเปียกปอน หลังจากว่ายน้ำหนีตายขึ้นมาบนฝั่งได้ ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มีเพียง 2 คนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือนำส่ง รพ.ลำลูกกา ส่วนรถกระบะที่พุ่งตกลงไปในน้ำจมหายไป ทราบภายหลังเป็นรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีดำ ทะเบียน ผบ 4303 ชลบุรี กระบะท้ายติดคอกเหล็ก มีคนงานชาวเมียนมาที่เป็นคนขับกับผู้โดยสารติดอยู่ในรถและหลุดจากท้ายกระบะจมน้ำหายไปรวม 6 คน เป็นชาย 4 คน และหญิง 2 คน คาดว่าเสียชีวิตแล้วทั้งหมด นักประดาน้ำทีมกู้ภัยลงงมค้นหาด้วยความยากลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเพราะจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต่อมาพบร่างผู้เสียชีวิต 3 ศพเป็นชาย 2 ศพ และหญิง 1 ศพ ส่วนอีก 3 ศพยังไม่พบสอบถามคนงานที่รอดชีวิตทราบว่าพวกตนทั้งหมด 13 คนเป็นชาวเมียนมาทำงานโรงงานกระดาษ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เดินทางมุ่งหน้าไป จ.เพชรบูรณ์ เพื่อจะไปเที่ยววัดผาซ่อนแก้วช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ นั่งมาในรถ 5 คน มีนายอ่อง จอ โซ อายุ 38 ปี เป็นคนขับ กับผู้โดยสาร 4 คน และนั่งในกระบะท้าย 8 คน ออกมาตั้งแต่ 2 ทุ่ม แต่หลงทาง คนขับใช้จีพีเอสนำทางขับมาถึงที่เกิดเหตุเป็นถนนเลียบคลองค่อนข้างมืดไม่มีไฟส่องสว่าง คนขับไม่ชำนาญเส้นทางทำให้รถเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลอง คนที่นั่งกระบะท้ายว่ายน้ำหนีขึ้นมาได้ 7 คน จมน้ำเสียชีวิต 1 ศพ ส่วนอีก 5 คนในห้องโดยสารเสียชีวิตติดอยู่ในรถ 2 ศพ ส่วนอีก 3 รายหนีออกจากรถมาได้แต่จมน้ำหายไปยังหาศพไม่พบต่อมาช่วงสายวันที่ 31 ธ.ค. เจ้าหน้าที่นำรถเครน มายกรถกระบะขึ้นจากน้ำ สภาพหน้ารถพังยับ กระจกหน้าแตก กันชนหน้าหลุดหายไป ในรถไม่พบศพติดค้างอยู่ ยกรถไปเก็บไว้ที่ สภ.ธัญบุรี ขณะที่พนักงานสอบสวนได้นำตัวคนงานที่รอดชีวิตไปสอบปากคำอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุสยองครั้งนี้ ส่วนทีมกู้ภัยยังออกค้นหาผู้เสียชีวิตที่ยังไม่พบอีก 3 ศพ กระทั่งในช่วงบ่ายพบร่างผู้เสียชีวิตศพที่ 4 คือนายอ่อง จอ โซ คนขับ ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ห่างจากจุดที่รถพุ่งตกลงไปประมาณ 100 เมตร ส่วนอีก 2 ศพยังไม่พบอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่