ตำรวจ บช.ปส.ส่งตัว “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” พร้อมพวกรวม 4 คน ผัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญา รัชดา พร้อมค้านประกันตัวเจ้าตัว ท่าทางอิดโรย คอตกวืดประกันตัว รับลาออกจากสมาชิกพรรค ปฏิเสธขัดแย้งกับอดีต สส.เจ้าของพื้นที่เก่า “เท่าพิภพ” ลุยหาเสียง ร่วมไหว้ครูกลุ่มเล่นว่าว “ยศชนัน” ปิ้งหมูโชว์ขอคะแนนเสียง ขอมองไปข้างหน้าปีแห่งโอกาส “พิพัฒน์” ชี้บ้านใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ กสม.แถลงการณ์ประณาม “ด็อกเตอร์-นักร้องดัง” จี้ ตร.เร่งจัดการพวกคุกคามทางเพศ กกต.ปิดรับสมัคร มีผู้ลง สส.เขต 3,526 คน จาก 60 พรรค ปาร์ตี้ลิสต์ 1,570 คน จาก 57 พรรค แคนดิเดตนายกฯ 94 คน จาก 43 พรรค ขอใช้สิทธิล่วงหน้า 829,786คนตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เบิกตัว นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กทม.เขต 33 พรรคประชาชน และพวกรวม 4 คน กลุ่ม ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงินและยาเสพติด ไปผัดฟ้อง ฝากขังที่ศาลอาญารัชดา พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีอัตราโทษสูงกลัวหลบหนีคุมตัว “บุญฤทธิ์” ขอศาลฝากขังเมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 31 ธ.ค. ที่กองบัญชาการ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พ.ต.ท.ณฐมนัส ธนาคำ สว. (สอบสวน) บก.ปส.1 บช.ปส. เบิกตัวนาย บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ หรือแบงก์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน และพวกรวม 4 คน กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคดีร่วมกันฟอกเงินและสมคบกัน 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ในคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติด ออกจากห้องคุมขังไปผัดฟ้องฝากขังที่ศาลอาญารัชดา พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากมีอัตราโทษสูงกลัวหลบหนี ระหว่างถูกควบคุมตัวขึ้นรถยนต์ควบคุมผู้ต้องหา นายบุญฤทธิ์สวมแว่นตาและหน้ากากอนามัย ท่าทางอิดโรย พร้อมส่ายหัวปฏิเสธไม่ตอบคำถามปัดขัดแย้งอดีต สส.เก่าเจ้าของพื้นที่ผู้สื่อข่าวพยายามซักถามว่า ได้ลาออกจากการ เป็นสมาชิกพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายบุญฤทธิ์พยักหน้ารับตอบว่า “ใช่ครับ” เมื่อถามถึงประเด็นที่ถูกเปิดโปงว่ามีความขัดแย้งกับนายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ อดีต สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน เจ้าของพื้นที่เดิม นายบุญฤทธิ์ปฏิเสธว่าไม่มีความ ขัดแย้งกับนายพงศ์พันธ์แต่อย่างใด ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถไปรวมกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 4 คนศาลไม่ให้ประกันชี้อัตราโทษสูงต่อมาผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ยกเว้นนายไมตรี สมบัติอารีพาณิช ผู้ต้องหาที่ 1 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์คนละ 3 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว คดีมีอัตราโทษสูง ตามคำร้องขอฝากขังกล่าวหาว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 ร่วมกระทำความผิดในรูปแบบเป็นเครือข่ายฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง กับยาเสพติดจำนวนมากและอาชญากรรมอื่น โดยมีความสัมพันธ์ทางเส้นทางการเงิน กรณีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากได้รับการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 4 อาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวน คุมตัวส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป“เท่าพิภพ” ร่วมไหว้ครูกลุ่มเล่นว่าวช่วงเช้าที่ตลาดวัดรวกบางบำหรุ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 32 บางพลัด-บางกอกน้อย พรรคประชาชน (ปชน.) นำทีมลงพื้นที่ หาเสียงหลายจุด เริ่มจากร่วมวงสภากาแฟยามเช้า กับชาวบ้าน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนทั้งการเมืองในพื้นที่การเมืองระดับชาติ จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัด สามัคคีสุทธาวาส บางพลัด เข้าร่วมกิจกรรมไหว้ครูของกลุ่มเล่นว่าว ที่มีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมแบบเก่าคือ การไหว้ครูและทักษะวิทยาศาสตร์คือเทคนิคการเล่นว่าวไว้ด้วยกัน ทำให้เยาวชนในชุมชนมาสนใจทำกิจกรรมมากขึ้น มีการไปแข่งขันตามต่างจังหวัด และต่างประเทศด้วย นายเท่าพิภพกล่าวว่า หากพรรค ปชน.ได้เป็นรัฐบาล มีนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรม และการกีฬาเช่นกัน โดยจะเปิดโอกาสให้มากขึ้นสร.ค้าน ปชน.เปลี่ยนตัวผู้สมัครที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอนันตเดช ธนวิภารัตน์ ผู้สมัคร สส. กทม.เขต 33 พรรคเสรีรวมไทย (สร.) ยื่นคัดค้านการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน นายอนันตเดชกล่าวว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 50 ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนหรือถอนการสมัคร ยกเว้น 3 กรณี คือ ตาย ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม แต่ผู้สมัครเดิมของพรรคประชาชนยังมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้ามเพราะยังไม่มีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้จำคุก การที่พรรคประชาชนให้ผู้สมัครคนเดิม ลาออกเพื่อเป็นเหตุผลให้เปลี่ยนผู้สมัครใหม่ เป็นการ กระทำบิดเบือนต่อกฎหมาย แม้ กกต.ระบุว่า พรรค ประชาชนสามารถปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ แต่อยากให้ กกต.วินิจฉัยทบทวนอีกครั้ง เพราะอาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้พรรคการเมืองอื่นตามมาหรือไม่ ขอให้ กกต.พิจารณาเพิกถอน และระงับการเปลี่ยนตัวผู้สมัครพรรคประชาชนในเขต 33“ยศชนัน” ปิ้งหมูโชว์ขอคะแนนที่ตลาดสายเนตร เขตคันนายาว กทม. เมื่อเวลา 07.00 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วยนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 14 หาเสียง ท่ามกลางการต้อนรับของพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยกันคึกคัก และร่วมสะท้อนปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ความต้องการใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และหวยเกษียณ มีประชาชนคนหนึ่งนำพวงมาลัยสีแดงมาคล้องคอให้นายยศชนัน พร้อมอวยพรให้โชคดี ซึ่งนายยศชนันยิ้มตอบรับ และได้อ้อนขอให้เลือกทั้งคนทั้งพรรค ทั้งนี้ นายยศชนันยังร่วมปิ้งหมูร่วมกับแม่ค้าเจ้าของร้านขายหมูปิ้ง และแวะไหว้พระสงฆ์ที่มาบิณฑบาตเชื่อรอบนี้ “พลภูมิ” กลับมาเป็น สส.นายยศชนันกล่าวว่า นายพลภูมิลงพื้นที่ตลอดไม่เคยทิ้งประชาชน มั่นใจว่าครั้งนี้จะกลับมาได้ เวลาอีกหนึ่งเดือนเรื่องกระแสไม่มีปัญหา สิ่งที่สำคัญคือการส่งมอบนโยบายที่ถูกต้อง เป็นจุดที่น่าจะนำคะแนนกลับมา ประชาชนสะท้อนปัญหาปากท้อง เรื่องหนี้สิน ต้องการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเราสามารถผลักดันนโยบายต่อใช้ได้ภายใน 3-6 เดือน ส่วนประชาชนที่ไม่ได้อยู่ติดรถไฟฟ้าเรามีนโยบายรถเมล์แอร์ 10 บาท ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3.70 บาท และเรื่องหวยเกษียณ สร้างการออมเงินใช้ในวัยเกษียณนายพลภูมิกล่าวเสริมว่า มั่นใจว่า รอบนี้จะชนะ ครั้งที่แล้วที่พลาดไปตลอด 3 ปีมานี้ลงพื้นที่ตลอด วันนี้พี่น้องประชาชนเห็นว่าระหว่างกระแสกับคนทำงาน ให้เค้าเปรียบเทียบกัน วันนี้พรรคเพื่อไทยพร้อมในเรื่องของนโยบาย ตัวคนทำงานในพื้นที่ก็พร้อมเลือกตั้งรอบนี้ขอมองไปข้างหน้าเป็นปีแห่งโอกาสนายยศชนันกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยากให้เลือกตั้งกันแบบแฟร์ๆไม่อยากให้ชกใต้เข็มขัดนั้น เรายืนยันเสมอว่าสิ่งสำคัญคือต้องไปข้างหน้า มองที่ประเทศ มองประชาชนที่เดือดร้อน ปีหน้าเป็นปีแห่งโอกาส เราจะให้ของขวัญกับประชาชนเป็นนโยบายที่ทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกลับขึ้นมาอีกครั้งพท.จัดทีมสอดส่องทุจริตเลือกตั้งนายจุลพันธ์กล่าวถึงการจับทุจริตเลือกตั้งว่า พรรคได้ตั้งกองตรวจสอบเหตุทุจริตการเลือกตั้ง นำโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค เราจริงจังกับเรื่องนี้ เพราะพรรคเราโดนกระทำมาหลายครั้ง เป็นหน้าที่ที่ผู้สมัครต้องคอยสอดส่องดูแล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรม ช่วงต้นนี้อาจยังไม่มีการซื้อเสียง แต่เรามีการเฝ้าระวังอยู่“พิพัฒน์” ชี้บ้านใหญ่–คนรุ่นใหม่ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบ้านใหญ่ในพรรคว่า บ้านใหญ่ในบริบทการเมืองยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ข้อจำกัด หรือการผูกขาดอำนาจเหมือนที่ถูกมองในอดีต แต่เป็นโครงสร้างทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสะสมวิธีการแก้ไขปัญหาที่คนรุ่นเก่าประสบมาก่อน เพื่อเพิ่มเสริมศักยภาพการขับเคลื่อนประเทศที่เป็นรูปธรรม คนรุ่นใหม่มีความรู้ความสามารถ แต่ขาดวิธีการแก้ปัญหาในสิ่งที่รุ่นเก่าประสบมาแล้ว บ้านใหญ่ในยุคปัจจุบัน คือบ้านใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าเห็นด้วยเพราะเด็กรุ่นใหม่ต้องสะสมเวลา และนำประสบการณ์ของคนรุ่นเก่ามาเสริม ให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนกสม.แถลงประณาม “ดร.–นักร้องดัง”วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์กรณีอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นชาติกำเนิด และปูมหลังครอบครัวของผู้สมัคร สส.หญิงพรรคประชาชน ล่าสุดปรากฏกรณีนักร้องนักแสดงชื่อดัง แสดงความเห็นต่อผู้ร่วมหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย ทางสื่อสังคมออนไลน์ ใช้ถ้อยคำหยาบคายและส่อไปในทางคุกคามทางเพศว่า เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการคุกคามทางเพศ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ สะท้อนความไร้วุฒิภาวะ กสม.เห็นว่าการกระทำที่ดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิง และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้ทุกคนจะมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรี แต่การแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพและไม่ละเมิดในสิทธิของผู้อื่น ไม่ใช้ถ้อยคำเหยียดหยาม หยาบคาย สร้างความเกลียดชัง ลดทอน ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียในเกียรติยศชื่อเสียงจี้ ตร.เร่งจัดการพวกคุกคามทางเพศแถลงการณ์ กสม.ยังระบุด้วยว่า ในสังคมประชาธิปไตย ความแตกต่างหลายหลากทางความคิดความเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ การใช้สิทธิและเสรีภาพที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ขาดความรับผิดชอบ และบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ไม่เพียงสะท้อนถึงความคับแคบทางความคิด และการไร้ซึ่งวุฒิภาวะ แต่ยังอาจทำให้สังคมใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล และเป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ กสม.จึงขอให้สถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัดเร่งตรวจสอบพฤติกรรมและจริยธรรมของบุคลากรของสถาบัน และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมในกรณีคุกคามทางเพศด้วย ขอให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะบุคคลสาธารณะที่มีส่วนชี้นำสังคมเป็นแบบอย่างที่ดีในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ด้วยความรับผิดชอบ และขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางความเห็นอันแตกต่างหลากหลาย เพื่อให้ประเทศพัฒนาและก้าวสู่ศักราชใหม่ ที่ทุกฝ่ายเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนเปิดยอดผู้สมัคร สส.เขต–ปาร์ตี้ลิสต์เวลา 16.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงสรุปภาพรวมการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.ทั้งหมดว่า ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ หลังปิดการรับสมัคร ณ เวลา 16.00 น. วันนี้ (31 ธ.ค.) มียอดผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตรวม 3,526 คน จาก 60 พรรคการเมือง และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด 1,570 คน จาก 57 พรรคการเมือง มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น 94 คน จาก 43 พรรคการเมือง เขตเลือกตั้งที่มีการส่งผู้สมัครมากที่สุด คือ เขต 30 กทม. 19 คน ผู้สมัคร สส.ที่มีอายุมากที่สุดคือ 90 ปี หลังจากนี้จะส่งข้อมูลผู้สมัครไปตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มข้นผ่าน 26 หน่วยงาน อาทิ ศาลยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครเลือกตั้งภายใน 7 วัน หรือ 7 ม.ค.2569 กรณีที่มีผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ครบ หรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัคร หรือให้พรรคเสนอบัญชีรายชื่ออีก ถือเป็นความผิดเฉพาะตัว ต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับสูงสุด 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับย้ำอีก ปชน.เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส.ได้รองเลขาธิการ กกต.ยังยืนยันว่า กรณีที่พรรคประชาชนส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต สส.กทม. ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม.เขต 33 แทนนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครฯที่ถูกจับกุมเนื่องจากพัวพันกับคดียาเสพติด และการฟอกเงินนั้น สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพรรคการเมืองสามารถเปลี่ยน แปลงตัวผู้สมัครได้ ในกรณีที่ผู้สมัครตาย ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม ในกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามแม้จะถูกจับกุมแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด และเนื่องจากนายบุญฤทธิ์ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนแล้ว ทำให้ขาดคุณสมบัติในการลงรับสมัครเลือกตั้ง กรณีดังกล่าวถือว่าขาดคุณสมบัติ เพราะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และตามระเบียบให้ผู้สมัครที่มาสมัครแทน ยังคงใช้หมายเลขประจำตัวหมายเลขเดิมตามหลักเกณฑ์ยอดขอใช้สิทธิล่วงหน้า 829,786 คนผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน กกต.สรุปยอดจำนวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร รวม 11 วัน ระหว่างวันที่ 20-31 ธ.ค. รวมจำนวน 829,786 คน พบว่ามีผู้ขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง 4,325 คน มีผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต 758,306 คน และมีผู้ขอลงคะแนนออกเสียงนอกราชอาณาจักร 68,155 คน สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว เปลี่ยนใจหรือไม่สะดวกจะไปใช้สิทธิในวันที่ 1 ก.พ.2569 เนื่องจากไม่สามารถออกเสียงประชามติล่วงหน้าได้ สามารถยกเลิกการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ เพื่อจะได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมกับการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 ก.พ.2569อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่