1. มนุษย์ยุคแรกสื่อสารด้วยสัญลักษณ์และร่างกายมนุษย์ยุคแรกใช้ภาพเขียนผนังถ้ำ ท่าทาง สีหน้า และเสียงร้อง เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้นก็ใช้คน นกพิราบ ควัน กลอง แตร และสัญญาณไฟ ส่งข่าวต่อมามีการเขียนและจดหมาย ตามด้วยการพิมพ์และหนังสือ โทรเลข และโทรศัพท์วิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม โทรทัศน์ขาวดำ ตามด้วยโทรทัศน์สี2. หนึ่งส่ง ล้านรับผู้เขียนเริ่มทำงานสื่อในยุค ‘หนึ่งส่ง ล้านรับ’ ไม่ว่าวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์ ผมเขียนคนเดียวโดยที่มีล้านคนอ่าน ผู้อ่านหรือผู้ชมโทรทัศน์ไม่มีปฏิสัมพันธ์ตอบกลับทันที เป็นการสื่อสารทางเดียวยุคอนาล็อกคือยุคที่สารเดินทางช้ากว่ามนุษย์ ความรู้ถูกผูกขาด เสียงของคนตัวเล็กเดินทางไกลได้ยาก3. ไอทีต่อมามนุษย์เข้าสู่ยุคไอทีหรือ Information Technology มนุษย์นำข้อมูลอนาล็อกมาแปลเป็นดิจิทัล เสียงก็แปลงเป็นไฟล์เสียง ภาพแปลงเป็นพิกเซล ส่วนตัวอักษรแปลงเป็นบิต (0-1)ยุคไอทีนี่เองครับ คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยมนุษย์จัดการข้อมูล ทว่า ผมก็ยังต้องเป็นคนคิด ตัดสินใจ สั่งงาน คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของผมมีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือยุคไอทีผมได้ใช้อินเตอร์เน็ต อีเมล เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และในยุคนี้นี่ละครับ ที่เกิดเสียงของคนตัวเล็ก เริ่มมีการสื่อสารสองทาง คนตัวเล็กสามารถโต้ตอบคนตัวใหญ่ได้ ทว่าผู้อ่านท่านผู้มีเกียรติ มนุษย์ก็ยังต้องคิดเองทั้งหมด 4. เอไอเป็นเครื่องเรียนรู้ ตีความ และเสนอการตัดสินใจเดิมผมคิดคนเดียว เอไอมาคิดร่วม เดิมผมตัดสินใจ 100% ต่อมาเอไอมาตัดสินใจร่วม ผมเปลี่ยนจากการใช้ข้อมูลตามคำสั่ง มาเป็นการเรียนรู้จากข้อมูล ผมเปลี่ยนจากการเก็บสะสมความรู้ มาเป็นความรู้ของผมถูกสังเคราะห์5. ความต่างของยุคอนาล็อก ไอที และเอไอยุคอนาล็อก ‘เครื่องไม่มีปัญญา’ ยุคไอที ‘เครื่องไม่มีเจตนา’ ยุคเอไอ ‘เครื่องมีความสามารถคล้ายการใช้เหตุผล’เอไอทำให้มนุษย์ไม่ได้ผูกขาดความคิดเชิงตรรกะอีกต่อไปงานที่ใช้กฎ ‘กำลังหายไป’ งานที่ใช้ความคิดซ้ำๆ ‘กำลังถูกแทนที่’ ความเร็วของนวัตกรรม มีความเร็ว ‘เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ’ มนุษย์เปลี่ยนจากผู้ทำงานมาเป็น ‘ผู้ออกแบบทิศทาง’ 6. เอไอเอไอ Artificial Intelligence คือระบบที่เก่งเฉพาะเรื่อง ทำงานได้ดีมากในขอบเขตที่ถูกฝึกมา วินิจฉัยโรคจากภาพเอกซเรย์ แนะนำหุ้นจากข้อมูลย้อนหลัง ขับรถอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมจำกัด แปลภาษา และวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากนายแพทย์เอไออ่านฟิล์มปอดเก่งกว่านายแพทย์มนุษย์ นักการเงินเอไอวิเคราะห์งบได้เร็วกว่านักการเงินมนุษย์แต่เอไอจะเก่งอย่างไร ก็ไม่สามารถเข้าใจโลกทั้งใบ การเปลี่ยนบริบทเพียงนิดเดียว งานของเอไออาจจะพังทันที7.เอจีไอเอจีไอ Artificial General Intelligence คือปัญญาประดิษฐ์ที่คิดได้กว้างแบบมนุษย์ ไม่ได้เก่งเฉพาะเรื่อง แต่เรียนรู้เรื่องใหม่ได้เอง เชื่อมโยงข้ามศาสตร์ได้ ปรับตัวเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่เคยเห็นได้ สามารถใช้เหตุผลวางแผนและตั้งเป้าหมายได้ 8.เอไอ vs เอจีไอเอไอคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เอจีไอคือนักคิดแบบมนุษย์นายแพทย์เอไออ่านฟิล์มปอดเก่ง แต่ไม่รู้ว่าคนไข้เครียดเพราะความยากจน เพราะไม่มีเงินรักษาทว่าเมื่ออ่านฟิล์มเสร็จ นายแพทย์เอจีไอบอกรายละเอียดของปอดได้ รู้ว่าปอดเสียหายเพราะอะไร แถมยังเข้าใจคนไข้ และเสนอแผนรักษาที่เหมาะกับชีวิตจริงของคนไข้นักธุรกิจเอไอวิเคราะห์ยอดขายได้นักธุรกิจเอจีไอวิเคราะห์ยอดขายได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า โมเดลธุรกิจนี้ควรจะเปลี่ยนไหม จากนั้นก็เสนอแนวคิดใหม่ๆเอไอมีความสามารถเฉพาะด้าน เรียนรู้จากข้อมูลที่ป้อนเข้าไป มีการปรับตัวต่ำ ตั้งเป้าหมายไม่ได้ เป็นแค่เครื่องมือเอจีไอเรียนรู้ได้เอง มีการปรับตัวสูงมาก ตั้งเป้าหมายได้ ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือ ทว่าเป็นผู้ร่วมคิด9. ความคิดเชิงเหตุผล2026 จะเป็นคริสต์ศักราชแรกที่มนุษย์ไม่ได้ผูกขาดความคิดเชิงเหตุผล ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสมองมนุษย์ และนวัตกรรมต่างๆอาจจะถูกคิดโดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ผู้อ่านท่านผู้มีเกียรติ ทันทีที่ไฟฟ้าเข้าไปในหมู่บ้านชนบทของผม วิถีชีวิตของชาวชนบทก็มีการปฏิวัติครั้งใหญ่ทันทีที่มีอินเตอร์เน็ต การเขียนและการสอนหนังสือของผมมีการปฏิวัติครั้งสำคัญทว่า ท่านครับ เอจีไอที่กำลังจะมาใน ค.ศ.2026 จะทำให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่กว่าสมัยไฟฟ้าหรืออินเตอร์เน็ต 10. จากโลกเก่า สู่จุดที่ไม่อาจถอยกลับโลกไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ลึกและยาวเศรษฐกิจโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยแรงงาน ราคาพลังงาน และเงินทุนราคาถูก กำลังถูกแทนที่ด้วยโลกที่ความเร็วของข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดอำนาจต่อรองเมื่อจุดเร่งนี้เริ่มทำงาน ระบบเดิมไม่อาจย้อนกลับได้อีกต่อไป ประเทศหรือองค์กรที่ปรับตัวช้าจะไม่ค่อยๆถดถอย แต่จะหลุดออกจากเกมอย่างเงียบงัน11. เทคโนโลยีขั้นสูงกับสมการอำนาจใหม่นอกจากเอไอ เอจีไอแล้ว ควอนตัมฟิสิกส์และการประมวลผลขั้นสูง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นตัวแปรใหม่ในสมการเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกอุบัติเทคโนโลยีที่คาดการณ์ความเสี่ยงได้ ควบคุมข้อมูลได้ และถอดรหัสระบบการเงินได้เร็วกว่าเดิม เทคโนโลยีใหม่นี้จะเปลี่ยนดุลอำนาจโดยไม่ต้องใช้กำลังโลกจะไม่ได้แบ่งขั้วด้วยอุดมการณ์เหมือนในอดีต แต่แบ่งด้วยระดับความสามารถทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน 12. โลกเข้ายุคคิดเร็วที่คิดได้ไวดั่งสายฟ้าแลบเปิดฟ้าส่องโลกฉบับปีใหม่ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านกลัวแต่ต้องการยืนยันว่า โลกเข้ายุคคิดเร็วที่คิดได้ไวดั่งสายฟ้าแลบและเรียนรู้ได้ไวในเสี้ยววินาทีหากรัฐ ตลาด และสังคม ยังติดกับกรอบเดิม ความก้าวหน้าจะกลายเป็นแรงกดทับทว่า ถ้าปรับตัวได้ทัน เทคโนโลยีอาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดของมนุษยชาติในรอบหลายทศวรรษ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่