“ไชยชนก” ขุดแก๊งเทาหลอกสแกนม่านตาชาวบ้านแลกบิทคอยน์ กุมฐานข้อมูลส่วนบุคคล แฉยับกระทรวงดีอีรวบรัดลงนามเอ็มโอยูกับบริษัทเอกชนพัวพันปมร้อน สั่งระงับไปแล้วกว่า 1.2 ล้านไอดี รวบรวมข้อมูลชงดีเอสไอทำเป็นคดีพิเศษ โวปราบทุนเทาล้มเป็นโดมิโน “ไอซ์” ลั่นถ้าได้เป็นรัฐบาลจับติดคุกหัวโตหมด “จุลพันธ์-สรวงศ์” ประสานเสียง ยังไม่สรุปวันยื่นซักฟอกเฉ่ง รบ.สร้างความเสียหายให้ชาติมหาศาล “ดร.เอ้” ค้านยึดเส้นงามวงศ์วานทำทางด่วนนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดข้อมูลขบวนการทุนเทาหลอกสแกนม่านตาชาวบ้าน แฉยิบกระทรวงดีอีรวบรัดลงนามเอ็มโอยูกับบริษัทเอกชนที่พัวพันกับเคสที่เป็นข่าว สั่งรวบรวมข้อมูลชงดีเอสไอทำเป็นคดีพิเศษเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีมีข้อร้องเรียนขบวนการหลอกลวงประชาชน ใช้วิธีการให้สแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงินบิทคอยน์ว่า เป็นเรื่องที่เกิดก่อนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ กรณีที่เกิดปัญหาเป็นการเก็บข้อมูลม่านตาที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีเอ) ไปโดยไม่บอกประชาชน มีการรวบรวม ประชาชน ต่างจังหวัดเข้าร่วมโครงการ บริษัทไม่ได้บอกว่าจะให้ค่าตอบแทนในรูปแบบใด อาจให้รับเหรียญในเบื้องต้น แต่กลายเป็นการให้เงินสดในทางปฏิบัติ เพราะชาวบ้านไม่ได้เทรดบิทคอยน์อยู่แล้ว จากการตรวจสอบพบว่ามีการอำนวยความสะดวก เอาอุปกรณ์ของคนที่อยู่ในขบวนการเป็นคนรับสแกนเหรียญ และจ่ายเงินให้ชาวบ้าน ลงโฆษณาในโซเชียลระบุว่าได้มากกว่า 1,000 บาท แต่ประชาชนจำนวนมากได้เงินเพียง 200-500 บาทฉะกระทรวงดีอีรวบรัดเอ็มโอยูฉาวนายไชยชนกกล่าวว่า ส่วนการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอีกับ Prime Opportunity Fund VCC จัดตั้งโครงการนำร่องพัฒนาศูนย์ธุรกิจและการเงินดิจิทัลนานาชาติ ตอนแรกที่ทราบรู้สึกตกใจที่การลงนามเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นตอเอ็มโอยูนี้เริ่มจากเลขาของอดีตรัฐมนตรียิงเรื่องนี้ลงไปที่ฝ่ายกฎหมายต่างประเทศกระทรวงดีอี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2567 และส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด ในวันที่ 26 มี.ค. จากนั้นวันที่ 27 มี.ค.อัยการสูงสุดตอบกลับให้ไปดูมติ ครม. ที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ให้ระมัดระวังในเรื่องทรัพย์สินดิจิทัลที่ทำร่วมกัน เพราะในเอ็มโอยูระบุว่าให้เป็นของผู้พัฒนาระบบร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐไม่ได้เป็นเจ้าของ อัยการสูงสุดแนะนำว่าควรเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ก็มีการลงนามเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 27 มี.ค.2567 กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียง 3 วัน เป็นอะไรที่รวดเร็วมากแฉยิบบริษัทเอกชนพัวพันปมร้อนนายไชยชนกกล่าวว่า เมื่อเข้าไปดูเนื้อหาภายในเอ็มโอยูยิ่งพบสิ่งที่น่ากังวล อาทิ สิ่งที่ระบุว่าตัวบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด (TIDC) มีความเชื่อมโยงกับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC เป็นบริษัทที่ทำตามกฎหมายนี้โดยมีแซนด์บ็อกซ์ มีกระทรวงดีอีกำกับในเชิงกฎระเบียบกฎหมาย เหมือนละเว้นกฎหมายพิเศษ พอไปตรวจสอบกลับไม่พบว่ามีกฎหมายกำกับดูแลจากดีอี เอ็มโอยูยังระบุถึงเรื่องพนันออนไลน์ที่ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย จากนั้นในเดือน ม.ค.2568 บริษัทภายใต้เครือข่าย TIDC คือทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส เข้ามาในดีอีเพื่อประชุมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) มาขออนุญาตทำกระบวนการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลภายในประเทศ แต่ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) หน่วยงานที่ดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ภายใต้ดีอีไม่อนุญาต แต่เริ่มมีการสแกนม่านตาในเดือน ก.พ.2568 พอมารับหน้าที่ได้สั่งยกเลิกเอ็มโอยูตั้งแต่เดือน พ.ย.2568 เพราะไม่เหมาะสม ที่เซ็นกับบริษัทที่มีบุคคลที่ถือหุ้นชัดเจนว่าพัวพันกับเคสต่างๆตามที่เป็นข่าวเก็บข้อมูลชงดีเอสไอเป็นคดีพิเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่สแกนม่านตาไปแล้วจะช่วยเหลืออย่างไร นายไชยชนกตอบว่า อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อทำเป็นคดีพิเศษ ส่วนการเก็บข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายพีดีพีเอ มีความผิดแล้ว อยู่ในขั้นตอนให้บอร์ดพิจารณาอัตราการปรับต่อไอดี หรือ 1 ยูสเซอร์เท่าไร มีเกณฑ์อยู่ที่ 5 แสนบาท-5 ล้านบาท ขึ้นกับความละเอียดของข้อมูลที่ถูกขโมยไป ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลระดับสูงสุดอยู่แล้ว เท่ากับว่าสามารถปรับได้เลยสูงสุด 5 ล้านบาทต่อ 1 ไอดี หรือ 1 ยูสเซอร์ เท่าที่ตรวจสอบระงับสแกนไปแล้วมากกว่า 1.2 ล้านไอดี ผู้ที่สแกนม่านตาไปโดยไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ สามารถมาร้องเรียนได้ที่กระทรวงดีอี หน่วยงาน PDPC หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจ อยากให้เร่งแจ้งความจะได้ดำเนินการให้เต็มที่โวปราบทุนเทาให้ล้มเป็นโดมิโนนายไชยชนกยังกล่าวถึงกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทำการยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์กว่า 1 หมื่นล้านบาทว่า น่าจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ยิ้มออก ตรงนี้เป็นเพียงหนึ่งในโดมิโนชิ้นสำคัญในโครงสร้างขบวนการที่มันล้มลง พอโดมิโนนี้ล้มลงจะต่อยอดไปเรื่องอื่นได้ทันที เหตุผลที่สำคัญเป็นพิเศษคือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กฎหมายไทย มีการพิสูจน์ทราบแล้วประกาศว่าบุคคลและเครือข่ายเหล่านี้ผิดจริงในประเทศไทย เป็นการปลดล็อกในโครงสร้างอื่นๆ ที่มีการสันนิษฐาน มีการเตรียมงาน เตรียมดำเนินการตรวจสอบ สอบสวน นายกฯให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากให้นโยบาย “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ยังพูดด้วยว่าถ้าดำเนินการไปแล้วจะเจอชื่อ “อนุทิน” ก็ต้องดำเนินการเต็มที่ อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเราดำเนินการสุดความสามารถแล้ว ทุกอย่างจะคืบหน้าเร็วขึ้น หลังโดมิโนชิ้นนี้ล้มไป“ไอซ์” ลั่นเป็น รบ.จับติดคุกหัวโต ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “อยากให้ทุกคนเข้าใจ และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีความพยายามจะดิสเครดิตว่าข้อมูลที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคปชน. หรือใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องสแกมเมอร์ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นความจริง จนนำไปสู่การปราบสแกมเมอร์ทั้งระบบ คนที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจในระบบอุปถัมภ์ของไทย คนที่รู้จักกันต้องช่วยเหลือกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อยากบอกว่าวันนี้เราเป็นฝ่ายค้านเราทำได้แค่ชี้เป้า และประจานให้สาธารณะเห็น จนนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ แต่วันนึงในอนาคตถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ล้างบางเท่านั้น ยึดทรัพย์ไม่พอ จับติดคุกหัวโตให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยไม่สนด้วยว่าใหญ่กันมาจากไหน”“จุลพันธ์” ยังไม่สรุปวันยื่นซักฟอกนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธ.ค.ว่า อย่าเต้นตามไปกับข่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่าหากจะยื่น เป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ตอบว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ส่วนที่จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทยก่อนเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญ คงมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ด้วย มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ขอย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป“สรวงศ์” ไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนีนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า มีการพูดคุยกันว่าพร้อมจะยื่นอภิปราย แต่รอดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะว่ายื่นอภิปรายแล้วทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ไม่สำเร็จ ต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เขาขู่ฟ่อๆ ถ้าเรายื่นก็จะยุบสภาฯ แต่ถ้าจะยุบก็ยุบเราไม่กลัว แค่อยากให้รัฐบาลแก้ไขและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ให้เต็มที่ แต่เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ การที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายนั่นคือเรื่องแปลก ในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ทั้งที่มีเสียงสนับสนุนตอนโหวตนายกฯถึง 311 เสียง ถ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ควรไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้ สนับสนุนต่อ ไม่ใช่มาขู่จะยุบสภา พรรคเพื่อไทยมีแค่ 141 เสียง ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชนเฉ่งยับสร้างความเสียหายให้ชาติเมื่อถามว่าคิดว่าพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ตอบว่า ไม่ทราบ คงไม่ก้าวล่วง แต่พรรคเพื่อไทยพร้อม ได้ยินมาพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชาติจะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย จะมากลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยุบสภา ไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร เมื่อถามว่ามี สส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ตอบว่า เขาอาจมองว่าหากยื่นไปแล้วอาจถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้ง เสียงไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตก ที่มีคนมาตั้งคำถามว่าจะยื่นทำไม อีกแค่ 1 เดือนก็จะยุบสภาแล้ว แต่อีก 1 เดือนนั้น รัฐบาลอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศมหาศาลได้ พวกเราจึงไม่สามารถปล่อยไปได้“เด็จพี่” แซะพรรคส้มกลับตัวกลับใจนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากท่าทีการให้สัมภาษณ์ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน จะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เหมือนให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 มากกว่า รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ฝ่ายค้านที่เคยตรวจสอบเข้มแข็ง แต่กลับมากลัวว่าหากยื่นอภิปรายนายกฯจะยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างเติ่ง ทำไมไม่ใช้โอกาสอันดีนี้ตีเหล็กเมื่อร้อน ไม่เข้าใจการแสดงออกของพรรคประชาชน ตรรกะย้อนแย้งกันเกิน จนแฟนคลับสีส้มชักทนไม่ไหว ติติงให้เลิกเป็นไม้ค้ำให้กับรัฐบาล ไม่เช่นนั้นจะถูกประชาชนลงโทษคาหีบเลือกตั้งแน่นอน“แมว” จี้ “หนู” เคลียร์ปม “เบน สมิท”ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า ตามที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ของ นายกฯกับนายเบน สมิท และผู้มีอำนาจหลายคนในไทย นายอนุทินที่ยอมรับว่าเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง และปฏิเสธการทำธุรกิจร่วมกัน รวมถึงอ้างว่า เคยถูกย้ายจากกระทรวงมหาดไทย เพราะไม่ยอมอนุมัติ สัญชาติไทยให้นายเบน สมิท ทำให้เรื่องนี้จำเป็นต้อง คลี่คลายเร่งด่วน เชื่อว่านายอนุทินไม่น่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายเบน สมิท แต่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯ น่าจะมีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ข้อสงสัยต่างๆ กระจ่างขึ้นได้ และควรดำเนินการเร่งด่วนใน 2 ข้อ คือ 1.เร่งออกหมายจับนายเบน สมิท 2.เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทยให้แก่ นายเบน สมิท โดยเฉพาะใครเป็นผู้สั่งการนายอนุทิน เพื่อแสดงความโปร่งใส และคลายข้อสงสัยว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ขอย้ำว่าประเทศต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจและจริงใจต่อประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลค้านยึดเส้นงามวงศ์วานทำทางด่วนอีกเรื่อง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธาน มีมติให้ใช้ถนนงามวงศ์วาน จากแยก ม.เกษตร-สะพานพงษ์เพชร เป็น “ทางด่วน” โดยตรงว่า นี่ไม่ใช่การวางแผนแก้รถติด แต่คือการยึดถนนสาธารณะจากชาวบ้าน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยทางวิศวกรรม และผลกระทบต่อสาธารณะเพราะเมื่อผิวถนนหายไปครึ่งหนึ่งรถจะติดหนักกว่าเดิม ถนนงามวงศ์วานจะติดจนไม่ขยับ รถสะสมทะลุถึงนนทบุรี-เกษตร-นวมินทร์-พหลโยธิน กรุงเทพฯ ฝั่งเหนือจะอัมพาตทั้งแถบ การปรับอุโมงค์ลอดแยกเกษตร ที่ออกแบบสำหรับใช้ความเร็วต่ำ มีลักษณะโค้ง ภายใน ไปเป็นทางด่วนที่รถต้องวิ่งเร็ว ผิดหลักวิศวกรรมจราจรอย่างร้ายแรง เสี่ยงอุบัติเหตุถึงชีวิต ทราบว่า แผนเดิมคือจะสร้างอุโมงค์ทางด่วนใต้ดิน ไม่รบกวนชุมชน ไม่ยึดพื้นที่ถนน ควบคุมความปลอดภัยได้ตามมาตรฐานสากล แต่กลับไม่ทำ โดยอ้างว่าต้อง ใช้งบประมาณสูงถึง 5 หมื่นล้าน แต่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ทั้งรถติดและอุบัติเหตุรุนแรง ที่จะสร้างความเสียหายมากกว่าอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่