“อนุทิน” บินร่วมวงเอเปกหวังใช้เรียกความเชื่อมั่นไทย ชี้เป็นโอกาสดีมีโอกาสพบเหล่าผู้นำโลก ขอ “สี จิ้นผิง” เร่งซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน ป้องทำข้อตกลงร่วมกัมพูชา เท่าที่จำความได้ “ไม่เคยเสียเปรียบใคร” สส.ห่วง MOU แรร์เอิร์ธกระทบมั่นคงชาติ พปชร.ยื่นสอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์-MOU แรร์เอิร์ธ ส่อขัดรธน. “โรม” โต้นายกฯ ท้าให้รีบจับนักการเมือง “ช.” ปูดมีเกิน 7 คนเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ “วันนอร์” จี้รัฐบาลเร่งปราบ ทบ.เชิญผู้ช่วยทูตทหารฟังรายงาน “วินธัย” ย้ำปล่อยตัวเชลยเขมรต้องหยุดซ่าก่อน นำร่อง 4 พื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด 2 ฝ่ายถก RBC ปรับกำลัง-ถอนอาวุธหนัก เริ่มเฟสแรก 1 พ.ย.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย บินร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี บอกเป็นโอกาสดีจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดา เกาหลี บรูไน ญี่ปุ่น และลำดับที่นั่งติดกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นโอกาสได้หารือ“อนุทิน” หวังใช้เอเปกเรียกเชื่อมั่นเมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 29 ต.ค.ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นำคณะ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” มุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน โดยจะใช้เวทีเอเปกแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลกผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างอยู่บนเครื่องบินนายอนุทินได้ประชุมหารือกับรัฐมนตรีที่ร่วมคณะ อาทิ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประชุมเอเปก ต่อมาเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) คณะของนายอนุทินเดินทางถึงท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ (GimhaeAir Base) นครปูซาน และเวลา 18.30 น. นายอีแช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกเป็นกรณีพิเศษเป็นโอกาสดีได้พบเหล่าผู้นำโลกนายอนุทินให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่าจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดา เกาหลี บรูไน รวมถึงญี่ปุ่น และลำดับตัวอักษรน่าจะนั่งติดกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ล้วนเป็นโอกาสที่จะได้หารือ เมื่อถามว่ามีโอกาสเจอผู้นำจีนพูดคุยเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ (แร่หายาก) หลังมีความกังวลเรื่องการถ่วงดุลมหาอำนาจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ตอนประชุมสุดยอดอาเซียน เจอนายกฯจีนก็ไม่มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้เยอะ เช่น เสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวไทย จำนวน 5 แสนตัน เมื่อถามว่าการเจอกับผู้นำเกาหลีใต้ จะหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เราได้ประกาศจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ที่คุกคามไปทั่วโลกแล้วลั่นจำความได้ “ไม่เคยเสียเปรียบใคร”นายอนุทินกล่าวถึงกรณีทหารเริ่มพูดคุยเรื่องการถอนกำลังจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายในกรอบระยะเวลา 3 สัปดาห์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน มีแนวทางตามปฏิญญาร่วมกันแล้ว ขอให้ฝ่ายความมั่นคงพูดคุยกันก่อน ไม่ควรพูดอะไรไปก่อน ที่ผ่านมาทิศทางก็ดีเป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อคืนนี้ได้หารือกับ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทหารสูงสุด และรองเสนาธิการทหาร ที่เข้าร่วมประชุมจีบีซี และร่างปฏิญญาร่วม เมื่อถามถึงกรณีชาวบ้านชายแดนกังวลว่าการลงนามสันติภาพจะทำให้ไทยเสียเปรียบ นายอนุทินตอบว่า ที่ผ่านมาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองทำให้องค์กรที่สังกัดอยู่เสียเปรียบ ตรงกันข้ามมีความชำนาญพอสมควรด้านการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าหรือความเมือง บางครั้งทำได้มากกว่าที่คาดหวัง ยึดหลักคู่เจรจาต้องได้รับความเป็นธรรม เท่าที่พอจำความได้ ไม่เคยเสียเปรียบใคร คนถึงไม่ชอบหลายคนสส.ห่วง MOU แรร์เอิร์ธกระทบมั่นคงที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทพ.หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หารือก่อนเข้าสู่วาระการประชุม กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) แร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกา ว่า การลงนามดังกล่าวสุ่มเสี่ยงดึงไทยเข้าสู่ความขัดแย้ง และเสียเปรียบในการต่อรองระดับประเทศ การลงนาม MOU ดังกล่าวต้องเข้าที่ประชุมสภาฯก่อนหรือไม่ เพราะเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 วรรคสาม และมีข้อกังวลต่อประเด็นที่กำหนดให้มีการส่งเสริมการลงทุน สำรวจ จึงกังวลกรณีการสำรวจเพราะมีขั้นตอนต้องใช้เครื่องบินสแกนพื้นที่ ทำให้เห็นว่าแร่หายากอยู่ตรงไหน มีความเสี่ยงกระทบกับความมั่นคงของประเทศ“วันนอร์” จี้รัฐบาลปราบสแกมเมอร์ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แถลงความสำเร็จการเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (ไอพียู) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า สะท้อนบทบาทการทำงานเชิงรุกประเทศไทยบนเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ เป็นครั้งแรกรอบหลายปีที่ญัตติของไทยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมให้ได้รับรอง คือการเสริมสร้างบทบาทของรัฐสภาในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ขอชมเชยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ ที่ทำงานหนักจนญัตติที่เสนอได้รับรองเป็นญัตติเร่งด่วนกระจายไปทั่วโลก หวังเป็นอย่างยิ่งรัฐบาลจะให้ความสำคัญเรื่องนี้ ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภาครั้งหน้าเดือน เม.ย.2569 ต้องรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหา หน่วยงานที่จะแก้ไขให้สำเร็จคือรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งถ้าประเทศเพื่อนบ้านกวาดล้างเข้มข้นคนจะทะลักเข้ามา ถ้าเราไม่เอาใจใส่กระบวนการเหล่านั้นจะเข้ามาไทยใครจะกล้ามาลงทุนยื่นสอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เข้ายื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบความเหมาะสมท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐบาลต่อปฏิญญากัวลา ลัมเปอร์ และบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก นายธีระชัยกล่าวว่า สิ่งที่นายกฯไปลงนามปฏิญญากรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่มาเลเซีย มีข้อวิจารณ์ว่าล้มเหลวใน 2 ประเด็น คือ 1.การปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ในเนื้อหาปฏิญญาพูดถึงการปราบสแกมเมอร์น้อยมาก โยนการดำเนินการไปที่คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่น่าห่วงคือมีข้าราชการและฝ่ายการเมืองของทั้งสองประเทศเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ 2.การแก้ปัญหาบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้วขัด รธน.เปิดช่องสหรัฐฯแทรกแซงนายธีระชัยกล่าวว่า ส่วนการลงนาม MOU แรร์เอิร์ธ เปิดช่องให้สหรัฐฯล่วงรู้ข้อมูลแร่หายาก และจัดลำดับขั้นตอนดำเนินการโครงการต่างๆ สามารถได้รับสิทธิการเข้ามาลงทุนเหมืองแร่ก่อนผู้อื่น หรือแทรกแซงการยกร่าง กระทบความมั่นคงประเทศ มองว่ารัฐบาลไทยแสดงท่าทีเลือกข้าง ท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจ 2 ฝ่ายขณะนี้ เปิดทางให้สหรัฐฯแทรกแซงล่วงรู้ข้อมูลลึกด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาจเข้าลักษณะแสวงหาอำนาจนอกอาณาเขต เหมือนสมัยล่าอาณานิคม จำเป็นต้องให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบว่าฝ่าฝืนหลักการรักษาความเป็นกลางด้านนโยบายต่างประเทศที่ไทยยึดถือมาตลอด และเข้าข่ายส่อเจตนาเปิดช่องให้สหรัฐฯแทรกแซงการบริหาร บ้านเมืองไทย ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 3 หรือไม่“โรม” ยุให้รีบจับนักการเมือง “ช.”นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายกฯท้าให้เปิดชื่อนักการเมือง ช. ว่า ไม่ต้องมาท้า เชื่อว่าหน่วยงานรัฐมีข้อมูลอยู่ เช่น กรณี พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. พูดชื่อ ช. แต่ทำไมยังไม่ดำเนินการ ถ้านายกฯไม่ได้หูหนวกตาบอด ควรพยายามนำข้อเสนอไปแก้ปัญหา ยินดีให้ความร่วมมือนายกฯถ้าจะเชิญไปให้ข้อมูลในคณะกรรมการที่ท่านตั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องเชิญนักการเมือง ช. จริงๆคิดว่าจับเลยก็ได้ เชื่อว่าหน่วยงานรัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ตอนนี้หลายตัวละครสามารถดำเนินการได้ทันที ที่แปลกใจคือมีผลประโยชน์ได้เสียอะไรกัน ทำไมถึงไม่ยอมดำเนินการ ประเด็นคือทำไมตัวอาชญากรรมข้ามชาติถึงไม่มีการจัดการ ช. ก็ใหญ่ระดับหนึ่ง แต่มีใหญ่กว่า สาวถึงอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นทางสหรัฐอเมริกาจะดำเนินการได้อย่างไรปูดมีเกิน 7 คนเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า มีบุคคลที่ใหญ่จริงๆ อยู่ ใหญ่มาก ใน ครม.ชุดนี้หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่ามีนักการเมืองคนไหนบ้าง เท่าที่นั่งนับตอนนี้เกิน 7 คนแล้ว ดังนั้นความเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์แล้วเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจมีอยู่จริง เป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหา กำลังกลายเป็นศูนย์กลางฟอกเงินระดับโลก เป็นห่วงเรื่องทุนเทายึดประเทศ เงินเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเงินผู้มีอำนาจ ที่จะเอามาใช้แข่งขันทางการเมือง เพื่อยึดอำนาจรัฐ นำไปสู่การใช้อำนาจรัฐปกป้องบรรดาทุนสีเทาทั้งหลาย วันนี้เรากำลังเจอทุนสีเทายึดประเทศไทย ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีข้อมูล ไปดูเส้นทางการเงินได้ เส้นทางการเงินเป็นตัวพิสูจน์ แต่สงสัยการทำหน้าที่ของ ปปง. ที่ทำงานเฉื่อยช้า ตั้งรับ ไม่ทำงานเชิงรุก หากทำงานในลักษณะนี้อาจมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของแก๊งสแกมเมอร์ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการหรือจับกุมได้ จึงต้องการให้นายกฯสั่งการให้ ปปง.ทำงานเชิงรุกทบ.เชิญผู้ช่วยทูตทหารฟังรายงานที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีการเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ประมาณ 20 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ลาว เข้ารับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 จากเจ้ากรมข่าวทหารบก ตามข้อสั่งการของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. โดยจัดบรรยายใน 2 หัวข้อ คือ “ภาพรวมสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติ รอบชายแดนไทย” และ “การปฏิบัติทางการทูต และกิจกรรมนำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเยี่ยมชมหน่วยงานทางทหารเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี” ทั้งนี้กองทัพบกเปิดให้ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศซักถามข้อสงสัย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และปัญหาสแกมเมอร์ปล่อยตัวเชลย-เขมรต้องหยุดซ่าพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงชี้แจงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวเชลยศึก หลังการลงนามในปฏิญญาร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาว่า การพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกติกาสากล และกฎหมายระหว่างประเทศ พิจารณาจากลักษณะท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ที่เคยมีต่อกัน ต้องลดระดับลงชัดเจน ผ่านผลการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน 4 ข้อหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ที่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายเริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ตามกรอบห้วงเวลา และเริ่มปฏิบัติแล้วบางส่วน เช่น การถอนอาวุธหนัก เคลื่อนย้ายรถถังออกจากพื้นที่ชายแดน แม้จะเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสอดรับผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นดำเนินการตามข้อตกลงนำร่องก่อน 4 พื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดพล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ฝ่ายไทยเสนอพื้นที่ดำเนินการเบื้องต้น 13 พื้นที่ ครอบคลุมเขตปฏิบัติของกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 พื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงหลักเขตที่ 42-47 เมื่อพื้นที่มีความปลอดภัยจะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนชั่วคราว และตรวจสอบสิทธิ์การถือครอง ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และขบวนการสแกมเมอร์ มีทีมเฉพาะกิจร่วม (Joint Task Force) ติดตามแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง ฝ่ายไทยจะติดตามความก้าวหน้าตามแผนและขั้นตอนตามข้อตกลง ผ่านเวทีการประชุม JBC, GBC และ RBC หากสิ่งที่ตกลงกันไว้ไม่บังเกิดผลเป็นรูปธรรมเพียงพอ กองทัพบกอาจพิจารณาเสริมใช้มาตรการอื่นภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลเพิ่มเติม2 ฝ่ายถก RBC ปรับกำลัง-ถอนอาวุธวันเดียวกันเวลา 09.00 น. มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค กองทัพภาคที่ 2-ภูมิภาคทหารที่ 4 (RBC) นำโดย พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 เลขาฯ RBC ของฝ่ายไทย และ พล.จ.นิด ณารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 เลขาฯ RBC ฝ่ายกัมพูชา เพื่อหารือแผนปฏิบัติการ (action plan) ปรับกำลังและถอนอาวุธหนักตามผลการประชุม GBC ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการกำหนดวันดีเดย์ร่วมกันใน 1 พ.ย.2568 กรอบเวลาในการดำเนินการตาม action plan ดังนี้ เริ่มเฟสแรก วันที่ 1 พ.ย.เวลา 00.00 น. เป็นอาวุธประเภทจรวดหลายลำกล้อง เฟส 2 เริ่มวันที่ 22 พ.ย. เวลา 00.00 น. ปรับกำลังอาวุธประเภทปืนใหญ่ทั้งหมด ทั้งลากจูงและอัตตาจร ขนาด 155 มม. ลงมา เฟส 3 เริ่มวันที่ 13 ธ.ค.เวลา 00.00 น. เป็นอาวุธประเภทยานเกราะ รถถัง วันเดียวกันนี้ผู้แทนฝ่ายเลขาฯทั้งสองฝ่าย จะลงนามในบันทึกการหารือ และเตรียมการลงนามบันทึกการประชุมต่อไป ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด“จุลพันธ์” มาแรงชิงดำ “จาตุรนต์”ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า หลังสมาชิกพรรคเพื่อไทยกลุ่มที่สนับสนุนนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ล่าสุดสมาชิกอีกกลุ่มมีความเห็นว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะมานำพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า ควรเป็นคนรุ่นใหม่เป็นที่ยอมรับของสมาชิกพรรค มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จึงสนับสนุนให้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค เพราะนายจุลพันธ์ถือเป็นคนรุ่นกลางในพรรคที่สามารถเชื่อมคนรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันสู้ศึกเลือกตั้งได้ และยังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ เคยผ่านงานเป็น รมช.คลัง สามารถขึ้นเวทีดีเบตสู้กับพรรคอื่นได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร ทำให้การประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยวันที่ 31 ต.ค. มีโอกาสสูงที่นายจุลพันธ์จะแซงทางโค้งขึ้นมานำพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนนายจาตุรนต์ที่มีความโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตย อาจถูกยกมาเป็น 3 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยต่อไป สำหรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคาดว่ายังคงเป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว เพราะยังทำหน้าที่ประสานงานกับ สส.ในพรรคได้ดี รับฟังและสะท้อนปัญหาของ สส.ไปถึงแกนนำพรรคได้ชงโมเดลเลือก ส.ส.ร.-กมธ.ยกร่างฯที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค. คณะทำงานสรุปประเด็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พิจารณารูปแบบของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ วางแนวทางที่มา ส.ส.ร. 2 แนวทาง คือ 1.ยึดตามรูปแบบร่างฯของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก มีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คนมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2.ให้มี ส.ส.ร. 100 คน ตามร่างฯของพรรคภูมิใจไทย คือ เปิดรับสมัครผู้มีคุณสมบัติแต่ละจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน จากนั้นส่งให้รัฐสภาคัดเลือก ส่วนรูปแบบ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มติของคณะทำงานมีแนวทางข้อเสนอ คือ 1.ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก 35 คน จากส.ส.ร. หรือรัฐสภาเลือกบุคคลภายนอกที่มีคุณสมบัติและความเชี่ยวชาญ 35 คน หรือให้รัฐสภาเลือกจาก ส.ส.ร. 20 คน และบุคคลภายนอก 20 คน 2.ไม่ใช้รัฐสภาเลือก แต่ให้สิทธิ ส.ส.ร.เลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจากผู้เชี่ยวชาญ จะเสนอทางเลือกเหล่านี้ให้ กมธ.พิจารณาในที่ประชุมวันที่ 30 ต.ค.เปิดประชุมวิสามัญลุยโหวตวาระ 2-3นพ.ชลน่านกล่าวว่า คณะทำงานยังพิจารณาปรับไทม์ไลน์การทำงาน หลัง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ทำให้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จะเสนอให้รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันที่ 20-21 พ.ย. และโหวตวาระ 3 วันที่ 10 ธ.ค. โดยจะเสนอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อถามว่าแนวทางให้รัฐสภาเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กังวลหรือไม่ว่าอาจถูกโต้แย้งว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน นพ.ชลน่านตอบว่า ในรายละเอียดกำหนดคุณสมบัติไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีประสบการณ์ ไม่ใช่ว่าเลือกใครก็ได้ เช่นเดียวกับการเลือก ส.ส.ร. ต้องพิจารณาคุณสมบัติเช่นกัน เมื่อถามว่าการประชุมของ กมธ.ชุดใหญ่ จะเคาะแนวทางได้เลยหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า จะมีข้อยุติภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณารายละเอียดในมาตราต่อๆไปสว.สำรองจี้ดีเอสไอ-กกต.เร่งคดีฮั้วอีกเรื่อง คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว สว.สำรอง เดินทางเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความล่าช้าในการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ กมธ. เชิญดีเอสไอมาชี้แจงขบวนการดำเนินคดีเรื่องอั้งยี่ ฟอกเงิน ที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และเกี่ยวเนื่องกับคดีฮั้ว สว. เพราะหลังจากเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การดำเนินการของดีเอสไอดูเหมือนไม่เข้มข้น ล่าช้า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าในเดือน ก.ย. ดีเอสไอจะแจ้งข้อกล่าวหาในคดีอั้งยี่ ฮั้ว สว. แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องก็เงียบไป ขณะที่การสอบสวนพยานบุคคล ก่อนหน้านี้ดีเอสไอส่งเจ้าหน้าที่ไปทั่วประเทศ สอบปากคำพยานกว่า 1,200 คน โดยเฉพาะที่ จ.บุรีรัมย์ มีหมายเรียกไป แต่ยังไม่มีการมาให้ปากคำ เรื่องก็เงียบเช่นกัน อยากให้ดีเอสไอมีแผนงานชัดเจน รวมถึง กกต.ควรชี้แจงให้เกิดความสมบูรณ์ เพราะคดีล่าช้ามา 1 ปี 3 เดือนแล้ว แต่เมื่อ 2 วันก่อน มีภาพผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. 2-3 คน ไปยืนแถลงข่าวอยู่กับเลขาธิการ กกต. และประธาน กกต. แม้บางคนมีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อีกฐานะคือผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. กกต.คงไม่รู้ความเหมาะสมว่าควรอยู่ตรงไหนอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่