ปลัด มท.ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับข้าราชการกรมชลฯที่เสียชีวิตไปแล้ว คนละเลขคนละคน พร้อมสั่งกรมการปกครองสอบเพิ่มประเด็นเลข 13 หลักคนตายผูกพร้อมเพย์เข้าเงินกองทุนวัด ลั่นถ้าพบผิดพลาดดำเนินการตามกฎหมาย ส่วน ธปท.-แบงก์พาณิชย์ รับอยู่ระหว่างตรวจสอบประเด็นนี้ ด้าน “สุชาติ” ชี้ถึงเวลาสังคายนาวงการพระ โดยเริ่มจาก พศ.ก่อน ฮึ่มตั้ง กก.สอบ พศจ. ลพบุรี ไม่สนองนโยบายรัฐ ขณะที่ทนายรณณรงค์พา “หนึ่ง บางปู” นักร้องลูกทุ่ง แจ้งตำรวจ ปปป.เอาผิดหลวงพ่อเผยพบแล้ว 4 ข้อหา ลั่นตอนนี้ไม่ต้องออกมาชี้แจงแล้วเดี๋ยวตำรวจเชิญมาเอง ด้านพี่สาวหลวงพ่อฝากสื่อถึงพระน้องชายรักษาสุขภาพให้ดี ถ้าทำดีแล้วก็ทำดีต่อไปกรณีนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี หมอดูชื่อดังถูกกล่าวหาไปเปิดบัญชีในนามของวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี แต่นำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือส่งเงินให้วัดไม่ครบทั้งหมด ขณะที่หมอบีออกมาแจงผ่านรายการ “แฉ” ว่า เงินทั้งหมดไม่ได้มอบให้วัด แต่มอบให้พระราชวิสุทธิประชานาถหรือ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาส ขณะที่สังคมและสื่อโซเชียลเริ่มขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่องของทั้ง 2 ฝ่าย ล่าสุดเป็นเรื่องเลขบัตรประชาชนหลวงพ่ออลงกตตรงกับบุคคลที่เสียชีวิตและนำไปเป็นเลขบัญชีรับเงินบริจาค จนนายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ตั้งโต๊ะแถลงสื่อ ตอบยิบทั้งเรื่องการซื้อโรงเรียน การซื้อโรงแรมและเรื่องที่ดิน ส่วนกรณีที่หลวงพ่ออลงกตไม่ออกมาแจงเองเพราะกลัวกระทบรูปคดี ขณะที่กรมการปกครองยืนยันว่าเลข 13 หลักบนบัตรประชาชนของหลวงพ่อและข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตเป็นคนละเลขและยืนยันว่าเป็นคนละคน ส่วนเลข 13 หลัก ของคนตายที่เป็นบัญชีรับบริจาคต้องสอบถามกับทางธนาคาร ตามที่เสนอข่าวไปนั้นความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่ไอคอนสยาม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเลขประจำตัวประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ หรือชื่อเดิมนายอลงกต พูลมุข ตรงกับนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้วว่า กรมการปกครองชี้แจงได้รับทราบแล้วว่าเลขบัตรประจำตัวหลวงพ่ออลงกต ที่นามสกุลเดิมพูลมุข มีสระอู แต่นายอลงกต พลมุข ที่เสียชีวิตแล้วไม่มีสระอู เป็นคนละคนกัน เลขบัตรประจำตัวประชาชนคนละเลขกัน เป็นการยืนยันทั้งคู่ไม่ใช่คนเดียวกัน แต่การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคารต้องตรวจสอบให้แน่ชัดทำไมถึงใช้เลขบัตรผู้ที่เสียชีวิต เพราะจริงๆแล้วเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน ต้องตรวจสอบคนที่นำไปใช้ ไม่แน่ใจว่าคนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ดำเนินการอย่างไร ถ้ากรมการปกครองสามารถสร้างความกระจ่างให้ได้มากขึ้น ให้ไปตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะทราบผลมีรายงานว่า ในส่วนข้อสงสัยการนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น ไปเปิดบัญชีพร้อมเพย์ของ “กองทุนอาทรประชานาถ” และยังสามารถโอนเงินไปยังบัญชีดังกล่าวได้ แม้เจ้าของเลขบัตรประจำตัวประชาชนจะเสียชีวิตไปแล้วนั้น ได้สอบถามไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับคำตอบว่า ขณะนี้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว อยู่ในระหว่างตรวจสอบกับธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังธนาคารพาณิชย์ที่เป็นข่าวได้รับทราบว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบเช่นกัน หากได้รับข้อมูลที่ชัดเจนจะมีการชี้แจงต่อไปนอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังธนาคารกรุงเทพ กรณีพระอลงกตเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ โดยรับคำตอบว่าเป็นความจริง โดยเปิดบัญชีตั้งแต่ปี 2540 ใช้หลักฐานใบสุทธิพระมาดำเนินการ ใบสุทธิพระมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการ มาเปิดบัญชี ในขณะนั้นนายอลงกตยังไม่เสียชีวิต หลังจากนั้นเมื่อมีการประกาศใช้พร้อมเพย์โดยผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนนั้น บัญชีดังกล่าวก็มาเปิดพร้อมเพย์ โดยใช้เอกสารชุดเดิมที่เปิดบัญชีไว้ตั้งแต่ปี 2540 เมื่อถามต่อว่า พระอลงกตได้มายืนยันตัวตนกับธนาคารหรือไม่ ได้รับการชี้แจงว่า ธนาคารอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง แต่ในปี 2540 การยืนยันตัวตนไม่เข้มข้นเหมือนในปัจจุบัน ตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนกรณีผู้เปิดบัญชีเสียชีวิตเหตุใดยังคงโอนเงินพร้อมเพย์ได้เช่นเดิม กรณีนี้ธนาคารไม่ทราบว่าเจ้าของบัญชีเสียชีวิต เนื่องจากไม่เชื่อมข้อมูลกับสำนักทะเบียนราษฎรตลอดเวลา แต่จะทราบเมื่อญาตินำใบมรณบัตรมาปิดบัญชี เพื่อขอรับมรดก และบัญชีของผู้ตายจะไม่มีความเคลื่อนไหว แต่กรณีนี้บัญชีธนาคารมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา อย่างไร ก็ตาม เมื่อธนาคารกรุงเทพรับทราบปัญหานี้ได้สั่งอายัดบัญชีดังกล่าวแล้ว โดยห้ามโอนเงินเข้าและโอนเงินออก ส่วนการใช้พร้อมเพย์ได้ยกเลิกไปโดยปริยายที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เผยว่า ถึงเวลาสังคายนาปฏิรูปวงการพระพุทธศาสนา จะปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) ว่าถึงเวลาหรือยัง ที่จะสังคายนาพระภิกษุทั้งประเทศ ทำประวัติ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ รวมถึงตรวจบัญชีทรัพย์สินเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้พระเสียผู้เสียคน มีทรัพย์สินโดยที่คนไม่รู้ว่าเป็นเงินวัดหรือเงินส่วนตัว ทั้งนี้ ก่อนสังคายนาพระต้องสังคายนา พศ.ก่อน นางอุดมพร เอกเอี่ยม ว่าที่ ผอ.พศ.คนใหม่ และนายอิทธิพร จั่นเอี่ยม ผอ.พศ.คนปัจจุบัน ได้มารับมอบนโยบายว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) แต่ละจังหวัดต้องรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นในวัดที่จังหวัดตัวเองรับผิดชอบ อย่าง จ.ลพบุรี เหตุเกิดขึ้นหลายปี ทำไมไม่รู้เรื่องไม่มีข้อมูล ควรเปลี่ยน คนทำงานแล้วหรือยัง จะให้ ผอ.พศ.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประสิทธิภาพในหน้าที่ ให้นโยบายแล้วยังไม่ทำงานถือว่าไม่สนองนโยบายของรัฐบาลขณะที่นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธ ศาสนา จังหวัดลพบุรี (พศจ.ลพบุรี) กล่าวว่า ตอนนี้ ผวจ.เร่งรัดเรื่องการตรวจสอบมูลนิธิให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 29 ส.ค. ในส่วน พศจ.ลพบุรี ดูเรื่องทรัพย์สินของวัด ได้ขอข้อมูลที่เป็นทางการจากสำนักงานที่ดินลพบุรี ใน 1-2 วันนี้ ประเด็นใหญ่ๆคือ เรื่องที่ดินที่วัดถือครองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดคือหลวงพ่ออลงกต ส่วนไวยาวัจกรถือเป็นบุคคลธรรมดา ส่วนเส้นทางเงินรับบริจาค วัดยืนยัน 8 บัญชี ได้ขอข้อมูลบัญชีรับ-จ่ายที่เป็นเงินสด ที่อยากให้แยกชัดเจนเพราะเป็นประเด็นสงสัยได้แจ้งไวยาวัจกรแล้วส่วนการบริจาคของประชาชนที่โอนเงินจากบัญชีพร้อมเพย์ของนายอลงกต พลมุข ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ไปเข้าบัญชีมูลนิธิธรรมรักษ์ ต้องไปดูว่าผู้ที่ไปขอเปิดระบบโอนนี้มีเจตนาอย่างไร ใครได้ประโยชน์ และลักษณะการเปิดโอนเงินพร้อมเพย์ เพิ่งมีมาไม่นาน ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้ หากเกี่ยวข้องกับในเรื่องของสงฆ์เราถึงจะเข้าไปตรวจสอบ ได้เช่นกัน เมื่อถามว่า ในเรื่องการตรวจสอบเรื่องอื่นๆ ตามข้อสั่งการของนายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระตอบว่า เรียบร้อยแล้วส่งให้ส่วนกลางแล้ว แต่คงรอคำตอบจากสำนักงานที่ดินลพบุรี ในการตรวจสอบที่ดินของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัด และที่ดินวัดอื่นๆที่เกี่ยวข้องในสารบบของวัดพระบาทน้ำพุหรือไม่ ซึ่งน่าจะครบถ้วน โดยภาพรวมเราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ตามกรอบอำนาจที่เรามี บางทีต้องใช้เวลาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งข้อมูลมาให้ หากสิ่งใดจะต้องให้ปรับปรุงแก้ไขคงอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาเช้าวันเดียวกัน ที่ริมฟุตปาทหน้าตลาดนัดรถไฟ แดนเนรมิต นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความชื่อดัง พา น.ส.วรัชญากรณ์ อ่อนธรรม หรือหนึ่ง บางปู อายุ 40 ปี นักธุรกิจเจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมความงาม และนักร้องลูกทุ่งเจ้าของผลงานเพลงโด่งดังอย่าง “รักเบาๆ” ที่เคยถวายเงินสดให้วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.ถิรวัฒน์ ฟักประไพ สว. (สอบสวน) กก.3 บก.ปปป. ให้ดำเนินคดีหลวงพ่ออลงกตน.ส.วรัชญากรณ์เผยว่า รู้จักหลวงพ่อมาประมาณ 10 ปี เห็นภาพหลวงพ่ออุ้มเด็กป่วย HIV เกิดศรัทธา อยากร่วมทำบุญกับวัด ทำบุญครั้งแรกด้วยการถวายเงินสดให้หลวงพ่อ 1 ล้านบาท จากนั้นไปทำบุญต่อเนื่องพร้อมทั้งบริจาคเงินครั้งละหลักแสนถึงหลักล้านบาท ทุกครั้งไม่เคยขอใบอนุโมทนาบัตรเลยสักครั้ง เพราะถือว่าทำบุญ แต่บางครั้งวัดมอบให้บ้างไม่ให้บ้าง หลังทำมาสักพักสิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดคือเวลาบริจาคเงินขึ้นชื่อบัญชี มูลนิธิโดย “นาย...” เลยรู้สึกไม่ดี ที่ผ่านมาเงียบมาตลอดได้แต่เสียใจเพราะรักศรัทธาหลวงพ่อเหมือนพ่อเหมือนแม่มาก ที่ผ่านมาไม่กล้าพูดอะไรทั้งที่รู้เรื่องแต่เลือกไม่พูด พอดูข่าวแล้วทำให้มั่นใจเลือกที่จะออกมาปกป้องพุทธศาสนา อยากให้ตรวจสอบเส้นเงินคนใกล้ชิดในวัด และโครงการแชร์ 9 บาทส่งต่อบุญให้วัดพระบาทน้ำพุที่เคยร่วมดำเนินการกับวัดว่า ได้เงินบริจาคเท่าไหร่ เพราะหลวงพ่อเคยบอกว่าได้เงินโครงการนี้ 2 ล้านบาท แต่เชื่อว่ามากกว่านี้อย่างแน่นอนด้านนายรณณรงค์เผยว่า ขณะนี้พบเข้าข่ายความผิดเบื้องต้น 4 ข้อหา คือความผิดมาตรา 157 หลังพบพฤติการณ์โอนเงินผิดปกติ ความผิดเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่รัฐกรณีนำข้อมูลที่ไม่ตรงกับบัตรประชาชนไปแจ้งในใบสุทธิขณะอุปสมบท และการนำข้อมูลอาจเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กรณีนำใบสุทธิที่อาจไม่ใช่ของจริงไปเปิดบัญชีรับบริจาคเงินผ่านรูปแบบออนไลน์ หากใช้ใบสุทธิปลอมจริง จะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนด้วย รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับการจัดทำประวัติของหลวงพ่ออลงกตลงโซเชียลมีเดีย ข้อมูลทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ บุคคลเหล่านี้เจ้าหน้าที่ต้องไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก เรื่องนี้ให้ไปถามหลวงพ่อโดยตรง เพราะจะรู้ดีที่สุดว่าเอาเลขบัตร 13 หลักคนตายไปทำอะไรไว้ เมื่อถามว่าจะต้องให้หลวงพ่อออกมาชี้แจงหรือไม่ นายรณณรงค์ตอบว่า ตอนนี้ไม่ต้องออกมาแล้วเพราะเดี๋ยวเขาก็เชิญหลวงพ่อมาเองส่วนบรรยากาศที่วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายฤทธิชัย เศษเพ็ง ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร นำเอากระปุกแท็กซี่อุ้มบุญมีเงินในกระปุกที่ประชาชนหยอดเหรียญใส่กระปุกเพื่อทำบุญร่วมกับโครงการที่กลุ่มแท็กซี่ทำขึ้นมาถวายวัดพระบาทน้ำพุ โดยนายฤทธิชัยกล่าวว่า กระปุกนี้ทำขึ้นมาเอง ขอย้ำว่าทำ กันเองออกแบบขึ้นมาเอง และไม่มีผลประโยชน์กับวัด โครงการของพวกตนจะนำเอาเงินมาถวายวัดทุกเดือน เดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท นำกระปุกมาเปิดล็อกกุญแจที่วัดเลย วันนี้ก็นับได้เป็นเงิน 18,950 บาท ก็นำไปมอบให้กับห้องบริจาควัดพระบาทน้ำพุเลย แต่หลังจากนี้ขอหยุดโครงการไว้ก่อนขณะที่พี่สาวอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยที่บ้านใน จ.ขอนแก่น โดยไม่ขอให้บันทึกภาพและเปิดเผยชื่อ โดยฝากถึงพระน้องชายว่า ให้รักษาสุขภาพให้ดี ถ้าทำดีแล้วก็ทำดีต่อไป ฝากถึงนักข่าวด้วยว่า ให้ทำหน้าที่ติดตามข่าวเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ออกให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา พระทำความดีให้กับสังคมมาก็มากแล้ว ให้เห็นแก่ความดีที่พระเคยสร้างเคยทำไว้ด้วยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่