นับแต่ช่วงดำรงตำแหน่ง “โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ” ได้ใช้นโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) ปรับสมดุลการค้ากดดันคู่แข่งทางเศรษฐกิจ และแถมยังแฝงไปด้วยมิติทางการเมืองระหว่างประเทศในการแสดงบทบาทคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในหลายประเทศทั่วโลกหนึ่งในความพยายามคือ “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา” เข้ามาเสนอทางแก้ปัญหานำมาสู่ 13 ข้อตกลงหยุดยิงที่ถูกจับตาจากนานาชาติจนกัมพูชาเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เรื่องนี้ พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ได้หยิบยกมาพูดในเวทีเสวนา Trump’s Tariffs : ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร? เล่าว่าแม้ตอนนี้ไทยได้ภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ 19% หรือคู่แข่งได้ 19% “ใครคิดว่าคงที่แล้วขอให้คิดใหม่” เพราะตัวเลขนี้ยังไม่แน่นอนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามอารมณ์และเหตุผลของทรัมป์นับแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 ก็มักพูดถึง Tariffs ที่ถูกนำมาใช้กับคู่ค้าทุกชาติ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าทำให้สหรัฐฯเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล และหวังจะดึงโรงงานผลิตกลับมาในประเทศอย่างผู้ผลิต iPhone ถูกกดดันให้กลับมาผลิตในสหรัฐฯ แม้จะย้ายฐานจากจีนไปอินเดียแล้วก็ตาม นอกจากนี้ทรัมป์ยังใช้ภาษีเกินขอบเขตการค้าเหมือนเป็นอาวุธกดดันนานาชาติ ทำให้การต่างประเทศในยุคทรัมป์ผูกโยงกับภาษีอย่างชัดเจน ตัวอย่างกรณีใช้ภาษีเป็นเงื่อนไข “กดดันไทย-กัมพูชาหยุดปะทะกัน” เพราะไม่อย่างนั้นภาษี 36% หรือ 49% อาจเพิ่มขึ้นอีก เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยอมตกลงหยุดยิงส่งผลให้ทรัมป์ตอบแทนด้วยการลดภาษีเหลือ 19% ทั้งคู่ปัจจัยทำให้ “ทรัมป์หันมาสนใจไทย-กัมพูชา” เพราะต้องการรางวัลโนเบลเนื่องจากรับไม่ได้ที่บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับตำแหน่ง 4 เดือนแรกแทบไม่ได้ทำอะไร แต่คณะกรรมการโนเบลกลับมอบรางวัลให้เหมือนเป็นการค้ำประกันว่าบารัค โอบามาผู้นำสหรัฐฯจะเดินในเส้นทางสันติภาพในช่วง 4 หรือ 8 ปีข้างหน้าเรื่องนี้ทำให้ทรัมป์พยายามแสดงให้เห็นว่า “เขาก็สมควรได้รับรางวัลโนเบลเช่นกัน” ตั้งแต่การไปจับมือกับ คิม จองอึน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือมาแล้ว 3 ครั้ง การสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง และพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซีย รวมถึงการจำกัดความสามารถของอิหร่านในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ไม่เท่านั้นกรณีพิพาทอินเดีย-ปากีสถาน “ทรัมป์ก็อ้างบทบาทไกล่เกลี่ย” แม้ว่าอินเดียจะไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่กล้าตอบโต้จากการถูกกดดันด้วยภาษี ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นข่าวการปะทะไทย-กัมพูชาก็เร่งบทเสนอตัวเป็นคนกลางเสมือนลูกบอลลอยมาเข้าเท้าก็เขี่ยเข้าประตูกลายเป็นกลยุทธ์สะสมคะแนนเพื่อรางวัลสันติภาพดังนั้นภาระเจรจายังไม่จบไทยต้องเดินหน้าเกมในการทูตรักษาภาษี 19% ไว้ เพราะถ้าเกิดปะทะกันแล้วอีกฝ่ายโฆษณาโกหกเก่ง ทรัมป์อาจเชื่อมองกัมพูชาเป็นเด็กดีคงอยู่ 19% ส่วนไทยอาจขึ้นภาษี 36% กดดันหยุดยิง เพื่อไม่ให้สูญเสียเครดิตเคยเคลมเป็นผู้ช่วยหยุดความขัดแย้งจนถูกเสนอกรณีไทย-กัมพูชาสู่การพิจารณารางวัลโนเบลเช่นนี้อยากยกตัวอย่างให้เห็นว่า “การต่างประเทศยุคทรัมป์ผูกกับภาษีค่อนข้างเข้มข้น” อย่างกรณีนายกฯแคนาดาอันเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด “แสดงท่าทีจะรับรองรัฐปาเลสไตน์” เมื่อโทรศัพท์หาทรัมป์ตามตื๊อแค่ไหนก็ไม่สนใจพร้อมตั้งภาษี 35% เพื่อเป็นการส่งสัญญาณหากยังเดินหน้าจุดยืนเดิมเรื่องภาษีก็จะไม่เปลี่ยนถัดมา “อินเดียถูกลงโทษละเมิดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย” กรณีซื้อน้ำมันนำไปขายต่อกินส่วนต่าง “ไต้หวัน” แม้เป็นพันธมิตรยังค้างการตัดสินใจไว้ 20% ด้วยต้องรอดูท่าทีจีนที่ไม่อยากให้จีนไม่พอใจ เพราะมีแร่หายากที่สหรัฐฯต้องการที่สุด แม้แต่หากสหรัฐฯกลับเข้ามาในเมียนมาก็เนื่องจากมีข่าวว่ามีแหล่งแร่หายากเช่นกัน ส่วนทางรอดของหลายประเทศคือ “ต้องอวยทรัมป์อย่างเดียว” เพราะเป็นคนมีลักษณะบุคลิกแบบ Narcissistic Personality Disorder หรือโรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง อย่างเช่น เนทันยาฮู นายกฯอิสราเอล จะบินไปหาทรัมป์ลงทุนแค่เขียนลงสื่อออนไลน์หน้าเดียวจะสนับสนุนให้ได้รับรางวัลสันติภาพก็ได้เจอหน้าแบบยิ้มชื่นบานทันทีแล้วไม่นานนี้กัมพูชาก็ออกแถลงการณ์จะเสนอชื่อ “ทรัมป์เข้ารับรางวัลโนเบล” ดังนั้นจึงอยากมีข้อเสนอถึงรัฐบาลไทยต้องร่างหนังสือระบุ “ไทยขอเสนอชื่อทรัมป์เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ด่วนที่สุดถึงประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบลของนอร์เวย์ที่มี 5 คน โดยได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภาตำแหน่งคราวละ 6 ปี ด้วยเหตุผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น “ในการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา” เนื่องจากมีฝ่ายที่ไม่เคารพกติกาอนุสัญญาเจนีวาและอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน โดยไทยตกเป็นเหยื่อของการไม่เคารพกติกานี้ อันมีหลักฐานครบถ้วนทั้งภาพถ่าย หลักฐานทางนิติเวช “ทรัมป์” ก็เป็นผู้เข้ามาหยุดยั้งประเทศที่ไม่เคารพกติกาสากลอย่างแท้จริงทว่าผลตามมาคือ 1.เปิดโปงข้อเท็จจริงส่งผ่านนอร์เวย์ไปยังสายตาทั่วโลก 2.กระซิบกับนอร์เวย์แบบเงียบๆ หากกัมพูชาเขียนจดหมายเสนอชื่อทรัมป์เข้ารับรางวัลก็ให้รู้ไว้ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมถึงใช้ระเบิด จรวดโจมตีเป้าหมาย พลเรือน เช่น โรงพยาบาลทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานของการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อ “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” หากกัมพูชานำเสนอชื่อจริงไม่เพียงแต่จดหมายนั้น “จะขาดความน่าเชื่อถือ” แต่ยังอาจย้อนกลับมาลดทอนคุณค่าของจดหมายนั้นด้วย ทำให้ไม่เชื่อว่ากัมพูชาจะเขียนจดหมายเสนอชื่อ แต่เป็นเพียงแค่พูดไปเรื่อยเท่านั้น สุดท้ายนี้ขอให้ “รัฐบาลไทยดำเนินการเชิญโดนัลด์ ทรัมป์เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะ State Visit” โดยจังหวะเหมาะสมมากที่สุดคือ ช่วงเดือน ต.ค.นี้เนื่องจากทรัมป์มีกำหนดจะเดินทางมายังกัวลาลัมเปอร์ และหากเราดึงมาไทยก่อน หรือหลังไปประเทศมาเลเซียได้จะถือเป็นโอกาสทองสำคัญหลังจากนั้นก็แสดงให้เห็นว่าไทยมีเหตุผลในการเสนอชื่อสำหรับรางวัลโนเบลที่หนักแน่น และมีคุณค่ามากกว่ากัมพูชาชัดเจน อย่างไรก็ดีมีกรณีศึกษาอังกฤษที่เคยเล่นไพ่เด็ดใช้จดหมายเชิญจากพระเจ้าชาร์ลส์ส่งถึงทำเนียบขาวจนทรัมป์ต้องตอบรับทันที เพราะการเชิญลักษณะนี้มีความสูงส่งมากกว่าการเชิญโดยนายกรัฐมนตรีนี่เป็นอีกแนวทางหาก “รัฐบาลเห็นด้วย” ก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างถูกจังหวะ และต้องสื่อสารให้ดี “ประเทศไทย” ก็จะได้ใจผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ไปอีก 3 ปีครึ่งอย่างแน่นอน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม