วัยผมนมเพิ่งแตกพานแถวแม่กลอง เมื่อราวหกเจ็ดสิบปีที่แล้ว มีคนเก่งทางเล่นคำผวนอยู่หลายคน ในวงคุยหากมีคำสัปดนหนึ่ง...หลุดออกมา เขาจะเอาไปใช้เป็นคำผวน...แปลเป็นคำสัปดนได้ทันทีผมเคยเผลอคิดว่าตัวเองเก่ง ลองคิดเล่นคำผวนตาม หากไม่คิดช้า คำที่คิดได้ก็ไม่เอาไหนนึกขึ้นได้ ไปอยู่ยะลาตั้งแต่ปี 2513 พี่ๆในวงเหล้า ครูบาอาจารย์บางคนเก่งไปอีกแบบ เล่น “มุก” ไอ้เท่ง ไอ้ไข่นุ้ย สำนวกพากย์หนังตะลุง ประสานเรื่องในวงคุยได้ทันใจ ผมได้ยินคำ “เพลงบอก” ก็ตอนนั้นแต่เรื่องที่คำผวน จำได้จากวงคุยใต้ถุนบ้าน “พี่จุก” อาจารย์ภาษาไทย...เล่าอีกครั้ง ก็ยังหัวเราะ...หนุ่มต่างถิ่น ได้ชื่อว่าเก่งนักทางคำผวน ในละแวกไม่มีใครขันสู้ เผลอคิดว่าถึงระดับไร้เทียมทาน วันหนึ่งได้ข่าว แถวยะลามีปรมาจารย์คำผวน ชื่อเสียงเลื่องลือ ก็ดั้นดนมาหา ขอทดสอบวิชาตอนเจ้าหนุ่มมาถึง ผู้เฒ่ากำลังนั่งใช้มีดตอก จักตอกในมือ เจ้าหนุ่มนั่งลงยกมือไหว้บอกความจำนง“อ๋อ...ได้” คำได้ ลากเสียงยาว (นึกถึงสำเนียงใต้) ไม่ทันจบ เจ้าหนุ่มก็ก้มกราบ...ลากลับ ไม่ขอทดสอบวิชาต่อตามเคย “มุก” จบเรื่องนี้ ผมตามไม่ทัน ต้องมีคำอธิบาย พอได้ยินคำตอบ “อ๋อ ได้” คำผวนคือคำด่า “ไอ้ดอ...” ฉับไว ทันใจ เรียกว่าแค่กะพริบตา...ไอ้หนุ่มต่างถิ่น ก็รู้ว่า เจอจอมยุทธ์คำผวน ไร้เทียมทานตัวจริงใน “เกร็ดภาษา หนังสือไทย” (พิมพ์คำพิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2560) อาจารย์ ส.พลายน้อย ให้ความรู้เรื่องคำผวนไว้ โดยเริ่มต้นเอาคำประพันธ์แบบโคลงสี่สุภาพ บาทแรก...ฝกต๋นมีชะช้า ไหมหลู ว่า นี่เป็นคำผวน...ใคร...ที่คิดช้าเหมือนผม คิดตามไม่ทัน ผวนยังไง...ขอติดไว้ อ่านหาความรู้ไปด้วยกันก่อนเท่าที่ ส.พลายน้อย อ่านเจอในหนังสือเก่า พอจะคาดคะเนได้ คำผวนนิยมใช้กันในสมัย ร.4 ร.5บางท่านไม่ได้คำผวนพูดอย่างเดียว แต่ใช้ในภาษาหนังสือ ก.ศ.ร.กุหลาบ นักแต่งหนังสือสมัย ร.5 ท่านชอบใช้คำผวนว่าคนประจบสอพลอ “นายคนนี้ ชอบลีนเตีย” คำลีนเตีย แปลง่าย เลียตีนในหนังสือ “พระสูทน” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 โรงพิมพ์บ้านพระยาสมุทรบุรารักษ์ พ.ศ.2432 ประกาศขายหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ศัพท์หวน” เข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับ “สรรพลี้หวน” ในเรื่องนิทาน ชื่อตัวละคอน และถ้อยคำผวนทั้งสิ้นถือว่าเป็นหนังสือไทยเล่มแรกที่แต่งเป็นกลอนตลาด ใช้คำผวนมากที่สุด ต่างจากคนสมัยหลัง ที่แต่งเรื่องคำผวนเป็นร้อยแก้วธรรมดา คำผวนช่วยผ่อนคำหนักๆ หรือคำหยาบให้เบาลงไปได้มาก บางคำฟังแล้วก็ค่อนไปทางขำอย่างเช่น พูดกันว่า “แขกตามดอย” ถ้าฟังอย่างไม่คิด ก็เป็นแขกตามภูเขา ถ้ากลับแล้วจึงรู้ว่าเขาหมายถึงอะไรผู้ดีโบราณไม่นิยมใช้คำผวนถือเป็นคำไม่สุภาพ ท่านก็เปลี่ยนให้เรียกเสียใหม่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภาษาขึ้น ในสมัย ร.4 เป็นสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภาษามาก ทรงพิถีพิถันในการใช้คำถ้าทรงทราบผู้ใดใช้ภาษาไม่ถูกต้องก็จะทรงทัก ถ้าผู้ใดใช้ได้ถูกต้อง ก็จะทรงประทานรางวัลเช่นครั้งทรงมีประกาศให้ใช้คำ “ฉศก” แทน “ฉ้อศก” พระธรรมกิติ วัดระฆัง (ต่อมา คือสมเด็จพุฒาจารย์โต) ถวายเทศนาคำว่า “ฉศก” ถูกพระทัย ถวายเงินบูชา หมายละสลึง 24 หมาย เป็นเงินตรา 6 บาทบางคำที่ใช้กันผิดมานาน ร.4 ท่านทรงแช่งให้ศีรษะคนนั้นล้านเหมือนหลวงตาในวันโกนเป็นนิจนิรันดร์ ถ้าใครเขียนหรืออ่านถูก ทรงพระอธิษฐานอวยพรผู้นั้นว่า ถ้าศีรษะล้านให้ผมงอกดำ ถ้าไม่ล้านก็อย่าให้ล้านเลยผมเดาเอาว่า ชื่อเรียกหลายๆคำ เช่น ผักบุ้ง อิทธิพลของการเล่นคำผวน ถูกเปลี่ยนเป็น ผักทอดยอด หรือกะปิ เป็นเยื่อเคย แต่ไม่มีคนนิยมใช้ เกิดขึ้นในสมัยนี้สำหรับคำผวนตัวอย่าง ที่ ส.พลายน้อย เริ่มต้น...“ฝกต๋นมีชะช้า ไหมหลู” ที่ผมผวนคำกลับไม่ได้ อาจารย์ท่านอธิบายไว้เองว่า “ฝนตกมาชะขี้หมูไหล” คำพังเพยที่คุ้นกันแต่โบราณ นั่นแลผมไม่ขอเอาไป ใช้ต่อคำพังเพย...คนจัญไรมาเจอกันกับการชิงรักหักเหลี่ยมทางการเมืองไทย...ที่กำลังลุ้นว่า จะเห็นดำเห็นแดงกัน ตอนสิ้นเดือน...แม้ผมจะเห็นด้วยกับชาวบ้าน ว่าพวกเขาเล่นกัน จัญไรจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม