เพื่อไทยเมิน “เสี่ยหนู” คำราม โต้เกมการเมืองทำลายล้าง ยึดเขากระโดง 5 พันไร่ กลับคืน รฟท. ทวงคืนสิ่งที่เป็นของ ปชช. ไม่ปล่อยใครฮุบทรัพยากรชาติโกยประโยชน์ส่วนตัว “ขัตติยา” วอนม็อบชุมนุมบนความรับผิดชอบ ไม่ซ้ำเติมไฟขัดแย้งช่วงประเทศเปราะบาง“สรวงศ์” เร่งเฟ้นคนเหมาะสมนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ชงสภาฯเคาะ 7 ส.ค. ยันไม่มีโควตาภาค “ไผ่” ขอโอกาสเด็ก กธ.โชว์ฝีมือบ้าง ผลโพลสะท้อนเรตติ้ง “แพทองธาร” ดิ่งลงเหว พลังเงียบเบื่อหน่ายผิดหวังการเมืองไทย โหยหาผู้นำเด็ดขาด กล้าหาญ รักชาติจากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตอบโต้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก รัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ประกาศยึดคืนพื้นที่เขากระโดง 5 พันไร่ กลับมาเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ระบุใครทำอะไรไป ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนยันปมที่ดินเขากระโดงไม่ใช่เกมการเมืองทำลายล้างพรรค ภท. แต่เพื่อรักษา ผลประโยชน์ประเทศพท.ปัดเกมการเมืองทำลายล้างเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายึดคืนที่ดินเขากระโดง จนมีเสียงวิพากษ์ วิจารณ์จากพรรคการเมืองบางพรรคว่าเป็นเกมการเมือง ว่า พรรค พท.ยืนยันต่อสังคมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามหรือการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นการดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ บนหลักของกฎหมาย ความยุติธรรม และความโปร่งใส การดำเนินงานในกรณีนี้เกิดจากกระบวนการทางกฎหมายและการตรวจสอบที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิย้อนหลังการวินิจฉัยของศาล และการบังคับตามกฎหมายของหน่วยงานรัฐ ยืนยันทุกขั้นตอนไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การใช้กลไกรัฐที่จะต้องเล่นงานบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ใช้ เป็นการทวงคืนสิ่งที่เป็นของประชาชนทุกคน หากละเลยในกรณีที่มีการรุกล้ำที่ดินของรัฐหรือถือครองโดยไม่ชอบเพียงหนึ่งกรณี อาจเป็นบรรทัดฐานที่บั่นทอนความยุติธรรมในประเทศ ยืนยันเราจะไม่ปล่อยให้ทรัพยากรของชาติเป็นเครื่องมือของผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร หรืออยู่ฝั่งใดทางการเมืองก็ตามวอนชุมนุมไม่ซ้ำเติมความขัดแย้งน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรค พท. กล่าวถึงกรณีการนัดชุมนุมของ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินว่า พรรค พท.ยืนยันในหลักการพื้นฐานว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม โดยสงบเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย แต่ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญความตึงเครียดจากปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จึงอยากขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงผลกระทบการแสดงออกทางการเมือง อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของสังคมไทยในช่วงเวลาเปราะบางนี้ พรรค พท.พร้อมรับฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม แต่ขอให้การเคลื่อนไหวตั้งอยู่บนฐานของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่กลายเป็นชนวนขยาย ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ในช่วงเวลา ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด ขอความร่วมมือสื่อมวลชนและบรรดาเพจอินฟลูเอนเซอร์ ช่วยตรวจความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำเสนอ เนื่องจากเวลานี้มีผู้ไม่หวังดี พยายามทำลายความสามัคคีของคนในชาติ ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้คอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางหน่วยงานรัฐเป็นหลักจัดคนแทน “พิเชษฐ์” ไร้โควตาภาคนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง สส.เชียงราย และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลา 10 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสองว่า กำลังสรรหาและพูดคุยกันอยู่ เพราะเราต้องดูความเหมาะสมบุคคลที่จะสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นโควตาภาคไหน เราดูความเหมาะสมเป็นหลัก เบื้องต้นทราบมาว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวในวันที่ 7 ส.ค. เลย ฉะนั้น จะต้องรีบหาบุคคลที่เหมาะสม โดยวันที่ 3 ส.ค. ทีมคณะ ทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคจะมีการประชุมพูดคุยกัน เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมส่งให้ที่ประชุม สส.พรรค มีมติในวันที่ 5 ส.ค. และขอเรียนว่าโควตารองประธาน สภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นของพรรค พท.“ไผ่” ขอโอกาส กธ.ได้แสดงฝีมือ เมื่อเวลา 16.40 น. นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ไผ่ ลิกค์” สั้นๆว่า “ขอโอกาสพรรคกล้าธรรมแสดงผลงานในฐานะรองประธานสภา” ต่อมา นายไผ่เปิดเผยว่า เป็นการขอโอกาสเท่านั้น พรรค กธ.ไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร เพราะเข้าใจดีว่าในเวลาเช่นนี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมากดดันกัน เพียงแต่พรรค กธ.เองก็มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และพร้อมที่จะมาทำงานตรงนี้ และคิดว่าทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีเท่านั้น เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วต้องให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่พรรคร่วมรัฐบาลคุยกันหรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ต้องให้พรรคร่วมรัฐบาลคุยกัน ยืนยันแค่ขอโอกาส“ธนกร” โต้ “ลุงตู่” ไม่ปล่อยเขมรล้ำแดนนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “10 ปี ลุงตู่ ไม่เคยให้ทหารเขมรล้ำแดน” สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาพบว่า มีการนำเสนอข้อมูลในโซเชียลมีเดียโทษว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ละเลย ไม่จัดการปัญหาชายแดนจนทำให้เกิดความรุนแรงในวันนี้ ไม่เป็นความจริง สมัย พล.อ.ประยุทธ์ มีการ รุกล้ำพื้นที่เข้ามาบ้าง แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนกัมพูชาไปอย่างเข้มแข็ง ยึดประโยชน์ความสงบสุขของประชาชน ทั้ง 2 ประเทศเป็นสำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์วางบทบาทชัดเจนไม่มีอะไรเป็นที่ครหา ทำให้ควบคุม สถานการณ์ได้ สมเด็จฮุน เซน มีความเกรงใจ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่เป็น ส่วนตัวกับผู้นำกัมพูชาใดๆ จึงเชื่อว่านี่เป็นเหตุผลใหญ่ ที่ทำให้สมเด็จฮุน เซน เกรงใจ ไม่กล้าสั่งทหารทำการ โจมตีฝ่ายไทยก่อนเหมือนที่เกิดขึ้นในวันนี้รทสช.ไม่ส่งชิงผู้ใหญ่คุยกันแล้วนายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า โควตารองประธานสภาฯคนที่ 1 ดังกล่าวเป็นของพรรค พท. ผู้ใหญ่คุยกันเรียบร้อย ฉะนั้นเราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลต้องเคารพในสัดส่วนของพรรค เราไม่เสนอชื่อใคร หรือส่งใครลงชิงตำแหน่งดังกล่าวแข่งแน่นอน บรรยากาศน่าจะเป็นเหมือนตอน เลือกรองประธานสภาฯคนที่ 2 ไม่มีปัญหาอะไร ส่วน ที่ต้องเร่งเลือกรองประธานสภาฯคนที่ 1 เนื่องจากวันที่ 13-15 ส.ค. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 ในวาระ 2 และ 3 หากจะมีประธานสภาฯ และ รองประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเพียงแค่ 2 คน เกรงว่าจะไม่ไหว เพราะต้องมีการพิจารณากันเป็นเวลานานและดึก หากได้รองประธานสภาฯคนที่ 1 ไว จะทำให้ภารกิจด้านการพิจารณางบฯ ราบรื่น และทำให้งานด้านนิติบัญญัติไม่ได้สะดุดจัดทีมหั่นงบฯปี 69 ไม่เหมาะสมนายอัครเดชกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 ในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13-15 ส.ค.ว่า บุคคลที่จะอภิปราย งบฯในวาระที่ 2 เรามี สส.ที่แปรญัตติไว้หลายคนจะอภิปรายรายมาตรา การปรับลดงบฯแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงานที่ไม่เหมาะสมเราจะปรับลดลง เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ฝ่ายค้านอยากให้นำงบกลาง รายจ่ายฉุกเฉินและจำเป็น ไปช่วยแก้ปัญหาผลกระทบ จากภาษีสหรัฐฯ นายอัครเดชกล่าวว่า ต้องมีมาตรการรองรับหากมีผลกระทบ ต้องใช้งบฯที่ตั้งขึ้นมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และต้องหามาตรการรองรับระยะยาว ในส่วนนี้จำเป็นต้องมีงบฯจำนวนหนึ่ง ให้นายกฯได้บริหารจัดการ6 ส.ค. กมธ.สรุปก่อนเข้าวาระ 2นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 ว่า เราพิจารณาทุกหน่วยงานจบแล้ว วันที่ 5 ส.ค.จะเป็นการพิจารณาการแปรญัตติหลังจากที่อนุ กมธ.ตัดงบฯไปแล้วว่าจะแปรงบประมาณไปให้หน่วยงานไหนบ้าง หรือบางครั้งหน่วยงานที่ถูกตัดงบฯ เขาอุทธรณ์มาในห้อง กมธ.ชุดใหญ่ ส่วนวันที่ 6 ส.ค. จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อสรุป ภาพรวม ทั้งนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. จะพิจารณาเรียงเป็นรายมาตราพท.ชื่นชมทีมไทยแลนด์ปิดดีล 19%เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองโฆษกพรรค พท.กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเก็บอัตราภาษีต่างตอบแทนของประเทศไทยที่ 19% ว่า พรรค พท.ขอชื่นชมการทำงานอย่างเต็มที่ของทีมไทยแลนด์ที่สามารถปิดดีลเบื้องต้นในอัตรา 19% เจรจาอย่างรอบคอบ รัดกุมและอยู่บนหลักคิดเดียวกันว่าจะไม่มีการแลกผลประโยชน์ของประเทศกับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ถือเป็นอัตราที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และการปกป้องภาคเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยทุกข้อเสนอของไทย เช่น การเปิดนำเข้าสินค้าของไทยที่ไม่สามารถผลิตได้เองในเชิงพาณิชย์ เช่น เชอรี่ หรือก๊าซธรรมชาติ การปรับโครงสร้างการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ ทั้งหมดล้วนผ่านการคิดคำนวณบนพื้นฐานของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์พร้อมเปิดข้อมูลเจรจา–ตรวจสอบน.ส.ขัตติยากล่าวต่อว่า พร้อมวางมาตรการคุ้มครองเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยควบคู่กันไป สิ่งที่ไทยจะได้ประโยชน์จากอัตราภาษีดังกล่าวในอนาคต เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้มอาจจะถูกลง อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนจะเติบโต สินค้านำเข้าจะถูกลงจากกฎระเบียบที่ถูกแก้ไข และจะได้โอกาสในการปรับโครงสร้างด้านการผลิตในอนาคต โดยยืนยันทุกกระบวนการเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และพร้อมรายงานต่อสาธารณะทุกขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมรับรู้ และร่วมตรวจสอบ เป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่พรรค พท.ได้ยึดถือเสมอมายัน รบ.ไม่ทิ้งเร่งเยียวยาน้ำท่วมน.ส.ขัตติยากล่าวถึงกรณีวิกฤติอุทกภัยในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.น่าน ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพายุโซนร้อนวิภาว่า รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมประเมินความเสียหายและออกมาตรการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารของรัฐพักหนี้ ปล่อยสินเชื่อใหม่ ช่วยฟื้นฟูกิจการของเกษตรกร และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อย่างเร่งด่วน กรมธนารักษ์ได้รับคำสั่งให้ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุพื้นที่ประสบอุทกภัย 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ และแพร่ และได้ขยายวงเงินทดรองราชการให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำพรรค พท.ยืนยันว่าเราจะไม่ทอดทิ้งประชาชนแม้แต่คนเดียวเรตติ้ง “แพทองธาร” ตกต่ำดิ่งสุดวันเดียวกัน สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 2,171 คน เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือน ก.ค.68” ระหว่างวันที่ 26-31 ก.ค. พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน ก.ค.68 เฉลี่ย 3.86 คะแนน ลดลงจากเดือน มิ.ย.68 ที่ได้ 4.13 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือผลงานฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.36 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือผลงานของนายกฯ 3.43 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน ร้อยละ 44.05 ระบุนายวราวุธ ศิลปอาชา ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน ร้อยละ 45.79 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 42.21 ทำหนังสือชี้แจงสหประชาชาติ ขณะที่ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน ร้อยละ 40.28 ตรวจสอบ การดำเนินงานของรัฐบาลพลังเงียบเบื่อหน่ายผิดหวังการเมืองนายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า สำนักวิจัยซูเปอร์โพลได้ศึกษาเปิดใจพลังเงียบต่อการเมืองระหว่างวันที่ 28 ก.ค.ถึง 2 ส.ค.68 ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างผู้ระบุว่าเป็นพลังเงียบ ขออยู่ตรงกลางทางการเมืองทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,102 ตัวอย่าง ความรู้สึกต่อการเมืองปัจจุบันวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง กลุ่มพลังเงียบเบื่อหน่ายและผิดหวังการเมืองชัดเจน มากถึง 79.3% รู้สึกเบื่อ สับสน ไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริงทางการเมือง ขณะที่ 75.2%หมดศรัทธาต่อระบบการเมืองโดยรวม และ 71.6% ไม่สนใจการเมืองอีกต่อไป สิ่งที่สะท้อนชัดคือภาพการเมืองไทยวนเวียนอยู่กับคนหน้าเดิม พรรคเดิม (69.4%) และมีมุมมองว่า พรรคการเมืองใหญ่คือต้นตอของปัญหา (67.1%) ไม่สามารถสร้างความหวังใหม่ให้ประชาชนได้อีกต่อไปโหยหาผู้นำเด็ดขาด กล้าหาญ รักชาตินายนพดลกล่าวว่า ที่น่าพิจารณาความคาดหวังต่อผู้นำรุ่นใหม่ต้อง “เด็ดขาด จริงใจและทำได้จริง” กลุ่มพลังเงียบมีความหวังต่อผู้นำรุ่นใหม่ที่มีคุณลักษณะ ดังนี้ 83.7% ต้องการผู้นำที่เด็ดขาด กล้าหาญ รักชาติ 81.6% ชอบผู้นำที่พูดตรง ทำจริง ไม่สร้างภาพ 80.0% ต้องสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่และมีความสามารถ ด้านธุรกิจ และ 77.9% ต้องใส่ใจแรงงาน นายจ้าง และผู้ประกอบการ ผลโพลนี้คือสัญญาณเตือนต่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เคยเป็นผู้ครอบครองอำนาจทางการเมืองมาตลอด กลุ่มพลังเงียบไม่ได้เพิกเฉยทางการเมือง แต่กำลังรอผู้นำหน้าใหม่พรรคตั้งใหม่และพรรคเล็กที่กล้าคิดต่างอย่างแท้จริง ความเบื่อหน่ายและความผิดหวังที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงอารมณ์แต่คือการแสดงออกถึงความต้องการทางโครงสร้างการเมือง ในอารมณ์ผู้คนต้องการให้การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ประชาชนมีความหวังและจะได้เห็นผลสัมฤทธิ์แท้จริง