ปูนบำเหน็จทหารหาญที่เหยียบกับระเบิดขาขาด ขณะลาดตระเวนที่เนิน 481 ช่องบก อุบลราชธานีและมีทหารบาดเจ็บอีก 2 นาย รมช.กลาโหม แม่ทัพภาคที่ 2 รวมทั้ง ผบ.กองกำลังสุรนารีรุดเยี่ยมด่วนให้กำลังใจ เผยทั้งหมดอาการปลอดภัยแล้ว แฉเขมรแสบแอบวางกับระเบิดใหม่ที่ช่องบกหวังบึมทหารไทย ด้านโฆษก ทบ.แจงยังไม่ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ให้รอผลตรวจสอบทุ่นระเบิด 2-3 วัน ส่วนคดี “ก๊กอาน” ผบ.ตร. เผยออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คน เป็นสัญชาติไทย 5 คน สัญชาติกัมพูชา 2 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้ต้องหาสัญชาติไทย 5 คนได้สัญชาติไทยและบัตรประชาชนไทยมาอย่างไร หวังหมายแดงซิวตัว ก๊กอาน แต่หากกัมพูชาไม่ส่งตัวมา จะทำทุกวิถีทางในการรวบตัวคนไทยทั่วประเทศร่วมกันส่งกำลังใจบำรุงขวัญให้กับทหารพราน 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้บนเนิน 481 ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีเหตุการณ์ฝ่ายตรงข้ามลอบวางระเบิดจนทหารไทยบาดเจ็บ เป็นที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ขณะที่ชุดลาดตระเวนกองร้อยทหารพรานที่ 2302 (ชุด ลว.ร้อย ทพ.2302) (ดุสิต) ได้จัดกำลังพลจำนวน 14 นาย ประกอบด้วย ทหารพราน 2 นาย ชุด RDF 6 นาย ทหารช่าง 6 นาย ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกต พื้นที่ช่องบกไปยังเนิน 481 เมื่อบ่ายวันที่ 16 ก.ค. ได้เหยียบกับระเบิดบริเวณพิกัด WA 220 861 มีทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ได้แก่ ส.อ.ปฏิพัทธ์ ศรีลาศักดิ์ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม และ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน สังกัดกรมทหารราบที่ 6 ชุดลาดตระเวนจึงวิทยุขอกำลังหน่วยแพทย์เข้าปฐม พยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำทั้งหมดขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เบล 212 บินมารับผู้บาดเจ็บไปส่ง รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดย ส.อ.ปฏิพัทธ์ ถูกแรงระเบิดอัดเจ็บหน้าอก มีอาการหูอื้อ พลทหารณัฐวุฒิมีอาการเช่นเดียวกันและพลทหารธนพัฒน์อาการสาหัสจากแรงระเบิด ส่งผลให้ขาซ้ายขาด 1 ข้างก่อนหน้านี้ทหาร ร้อย ร.6021 พัน. RDF จัดกำลังพลลาดตระเวนเจาะเส้นทางบริเวณพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี ตรวจพบวัตถุระเบิดชนิด PMN2 ผลิตโดยรัสเซีย เป็นระเบิดใหม่จำนวน 1 ลูก พิกัด 48P WA 21507 86176 (จุดเขียว) ต่อมาตรวจพบระเบิดชนิด PMN2 จำนวน 3 ลูก พิกัด WA 21907 858869 (จุดแดง) ชุด ช. ร้อย ร.6021 จึงทำการถอนตัว เนื่องจากพบสนามทุ่นระเบิด ไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2 ผลิตโดยรัสเซีย มีน้ำหนักตัวทุ่น 15.9 ออนซ์ดินระเบิด COM P-B 4.1 ออนซ์ ชนวนในตัวการทำงานจะทำอันตรายฝ่าเท้าผู้เหยียบ โดยวัสดุตัวทุ่นเป็นพลาสติก ทำให้ตรวจค้นด้วยอุปกรณ์ตรวจจับโลหะได้ยากมีรายงานด้วยว่าหน่วยปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด (นปท.) กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตรวจสอบเบื้องต้นมีข้อมูลบ่งชี้ว่าจุดที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่สีเขียว คือแนวสนามทุ่นระเบิดที่ได้กวาดล้างทำลายหมดแล้ว จากการพิสูจน์ด้วยภาพ คาดว่าทุ่นระเบิดที่เกิดเหตุ คือ PMN-2 เป็นทุ่นใหม่ คาดว่าจะเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกนำมาวางใหม่ต่อมาช่วงสายวันที่ 17 ก.ค. พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ส.อ.ปฏิพัทธ์ ศรีลาศักดิ์ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน สังกัดกรมทหารราบที่ 6 พร้อมทั้งมอบกระเช้าผลไม้และเงินบำรุงขวัญให้กับทหารทั้ง 3 นาย จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่ามาให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ขวัญกำลังใจตอนนี้ยังปกติ การทำงานดังกล่าวเป็นหน้าที่ทหาร ที่ทำหน้าที่คุ้มครองเขตประเทศไทยให้ดีที่สุด เป็นเหตุสุดวิสัยแต่ยังดีที่ไม่สูญเสียชีวิต ส่วนประเด็นเรื่องประสาทตาเมือนธม ได้มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด ตอนนี้มีการกำหนดจำนวนผู้ที่จะเข้าประสานงาน เพื่อไม่ให้เกิดภาพที่ไม่ดีหลังเยี่ยมพูดคุยให้กำลังใจ แม่ทัพได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ต่อไปสำหรับอาการเบื้องต้นของทหารทั้ง 3 นายอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว แพทย์ได้ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ขวัญและกำลังใจของทหารยังดี ขณะที่ พลทหารธนพัฒน์ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้า แต่แพทย์ต้องตัดขาซ้ายตั้งแต่ใต้เข่าออกไป เพื่อรักษาเนื้อเยื่อสำหรับใส่ขาเทียม และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดโดยเน้นย้ำเรื่องการป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผลเป็นพิเศษ ทั้งนี้ พลทหารธนพัฒน์ จะได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนชั้นเป็นสิบเอก หลังจากรักษาตัวแล้วเสร็จ ปลดเหตุสูญเสียจากการรบ ได้รับบำนาญเดือนละ 15,600 บาท เมื่อรวมเงินรายเดือนจากหน่วยงานต่างๆคาดว่าจะได้รับเงินรวม 29,800 บาท/เดือน ได้รับเงินก้อนรวม 1,047,150 บาท นอกจากนี้ยังบรรจุทายาททดแทนได้ 1 คน เป็นอัตรานายสิบ หลังจากปลดพิการสามารถขอรับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการตามมาตรา 35 (3) หรือ 35 (7) ได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนชั้น 2 ประเภท 1 และยังได้รับบัตรทหารผ่านศึกชั้น 3 ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางตลอดชีวิตขณะที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุทหารเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ว่า ปัจจุบันทุกนายอาการปลอดภัย อยู่ระหว่างพักสังเกตอาการที่ รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับทุ่นระเบิด อยู่ระหว่างเก็บหลักฐานมาวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน เรื่องของชนิดและห้วงเวลา ที่มีการนำทุ่นระเบิดมาติดตั้งตามที่สังคมได้ให้ข้อสังเกตว่าอาจเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางขึ้นใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่การสู้รบเดิม หลังจากนี้หน่วยในพื้นที่ชายแดนจะมีการตรวจสอบพิสูจน์ทราบเพิ่มเติมว่า กัมพูชานำทุ่นระเบิดมาใช้ในพื้นที่หรือไม่ เพราะปัจจุบันทั้งไทยและกัมพูชาได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญา ออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 ออกเอกสารข่าวชี้แจงเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิด และเมื่อบ่ายวันที่ 17 ก.ค. พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด เข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บรวบรวมหลักฐาน เพื่อส่งให้หน่วยผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดทำการวิเคราะห์ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นชนิดใด มีแหล่งที่มาอย่างไร รวมถึงพิจารณาว่าเป็นการวางไว้นานแล้ว หรือเป็นการกระทำล่าสุด ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอให้รอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ก่อนจะรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อความถูกต้องและป้องกันการสับสน ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคง หรือช่องทางราชการเป็นหลักช่วงบ่ายวันที่ 17 ก.ค. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์รมช.กลาโหม เดินทางไปเยี่ยมทหาร 3 นาย และมอบเงินบำรุงขวัญเบื้องต้น พร้อมเผยว่ากองทัพบกจะให้การดูแลอย่างดี เบื้องต้นจะมอบเงินบำรุงขวัญประมาณ 900,000 บาท เงินบำรุงขวัญพระราชทานอีก 50,000 บาท รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท แก่พลทหารธนวัฒน์ หลังปลดประจำการจะได้รับเงินรายเดือน หากได้รับการปูนบำเหน็จจะได้เพิ่มอีก 2,000 บาท ส่วนอีก 2 คน จะได้รับเงินบำรุงขวัญคนละ 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้รับบาดเจ็บมากนี่คือสิทธิที่จะได้รับเบื้องต้น นอกจากนี้ตนได้รับการต่อว่าจากพี่น้องประชาชน สื่อมวลชนหลายสำนัก เรื่องการที่ไม่ได้โต้ตอบอีกฝ่าย เพราะจะต้องทำให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องขอความเห็นใจว่าการที่น้องๆทหารต้องอดทนขนาดนี้ เพราะเป็นแนวทางของกองทัพขอความร่วมมือกับพี่น้องทหารทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ยืนยันว่า หากเป็นการล่วงล้ำอธิปไตยตนจะไม่อยู่เฉยแน่ จากนั้น พล.อ.ณัฐพล เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการดังกล่าวอีกด้านที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. เปิดเผยความคืบหน้าคดี “ก๊กอาน” ว่า ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คน เป็นสัญชาติไทย 5 คน สัญชาติกัมพูชา 2 คน ตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าผู้ต้องหาสัญชาติไทย 5 คน ได้สัญชาติไทยมาได้อย่างไร รวมถึงอยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของบัตรประชาชนคนไทยด้วย เรื่องการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี ด้วยความที่เป็นคดีนอกราชอาณาจักร จึงต้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณา ขั้นตอนหลังจากนั้นจะออกหมายแดงประสานตำรวจสากลให้ช่วยติดตามจับกุมตัว เพราะในแต่ละประเทศมีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่แล้วเมื่อถามถึงความคาดหวังที่จะได้รับความร่วมมือจากตำรวจกัมพูชาหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ต้องมีความคาดหวังจากหมายแดง แต่หากกัมพูชาไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ ถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้น ตำรวจไทยก็จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้ตัวมาดำเนินคดีในราชอาณาจักรให้ได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่