บทที่ 29 เรื่องสามเสียงกลายเป็นเสือ หนังสือคารมคมปัญญา ข้อคิดที่ทรงคุณค่า เพื่อชีวิตที่งดงาม ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เรียบเรียงจากคัมภีร์หานเฟยจื้่อ ยุคจั้นกว๋อ (พ.ศ.67-322) ครับนครรัฐเว่ยรบแพ้นครรัฐจ้าว ดังนั้นจึงต้องส่งรัชทายาท และขุนนางใหญ่ นาม ผางกง ไปเป็นตัวประกัน ตามหลักปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่โบราณก่อนออกเดินทาง ผางกง ทูลถามกษัตริย์นครรัฐเว่ย ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้ามีผู้ถวายรายงานว่า ในตลาดมีเสือออกมาเพ่นพ่าน ฝ่าบาทจะทรงเชื่อหรือไม่?”“ข้าไม่เชื่อ ในตลาดมีคนพลุกพล่าน จะมีเสือได้อย่างไร?”“หากมีบุคคลที่สองมาถวายรายงานซ้ำว่า มีเสืออยู่ในตลาดอีก ฝ่าบาทจะทรงเชื่อหรือไม่?”เจ้านครรัฐเว่ยลังเลชั่วขณะ จากนั้นจึงส่ายพระพักตร์ผางกงยังทูลถามต่อไป “สมมติ มีบุคคลที่สามวิ่งเข้ามาถวายรายงานว่า พบเสือในตลาด ฝ่าบาทจะทรงเชื่อหรือไม่”เจ้านครรัฐเว่ยทรงผงกพระเศียร “ข้าเชื่อแล้ว สามคนล้วนกล่าวเช่นเดียวกัน จะต้องเป็นจริงแน่”ผางกงถอนหายใจช้าๆ “ใครก็ทราบว่า ในตลาดไม่อาจมีเสือมาเดินเพ่นพ่าน เพราะกลัวผู้คน แต่เมื่อสามเสียงบอกว่ามีเสือ ฝ่าบาทก็ทรงเชื่อเมืองหลวงนครรัฐจ้าว ห่างไกลจากที่นี่ มากกว่าตลาดที่อยู่ห่างไกลจากพระราชวังของฝ่าพระบาท ผู้ที่จะกราบทูลเรื่องร้ายของข้าพระองค์ต่อฝ่าพระบาท ไหนเลยจะมีเพียงแค่สามคนขอฝ่าพระบาททรงพิเคราะห์ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ด้วยเถิด”เหตุการณ์เป็นดังที่ผางกงคาดไว้ หลังจากออกเดินทาง ก็มีผู้พูดจาใส่ไคล้ผางกงจำนวนมาก เมื่อผางกงมีโอกาสกลับจากนครรัฐจ้าว กษัตริย์แห่งนครรัฐเว่ย ก็ไม่โปรดให้เข้าเฝ้าอีกเลยจบเรื่องเก่าสมัยจั้นกว๋อ ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม มีคำอธิบาย ...“ข่าวลือเมื่อถูกเล่าซ้ำไปเรื่อยๆ ผู้คนก็เริ่มเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะถ้าไม่จริง ทำไมใครต่อใครถึงพูดแบบเดียวกัน”จำนวนที่มาก โน้มน้าวให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทั้งๆที่ “จำนวน” กับ “ข้อเท็จจริง” เป็นคนละเรื่องเพราะเรื่องส่วนใหญ่ในโลกนี้ คนที่รู้ข้อเท็จจริงย่อมมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในเหตุการณ์ย่อมมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ประชาชนทั่วไปมักตกหลุมพรางของข่าวลือ หลงเชื่อถือเรื่องราวที่ถูกเสกสรรปั้นแต่ง โดยไม่ใช้สติพิเคราะห์ ไม่ใช้ปัญญาพิจารณ์ และไม่ใช้ข้อมูลหลักฐานเป็นเครื่องพิสูจน์อาศัยเพียงจำนวนของคนที่กุข่าวเล่าต่อ เป็นเครื่องยืนยันความเชื่อของตนภาษิตจีนบทหนึ่งกล่าวไว้ดีมากว่า “ข่าวลือจบตรงที่ผู้มีปัญญา” เพราะผู้มีปัญญารับฟังแล้ว ไม่บอกเล่าข่าวลือนี้ต่อไปอีก ถ้าสังคมเต็มไปด้วยผู้มีสติปัญญา ข่าวลือก็จะถูกสกัด หมดทางแพร่สะพัดออกไปในวงกว้างตรงกันข้าม หากสังคมใดขาดการไตร่ตรอง ให้ความสำคัญต่อ “คารมและอารมณ์” มากกว่า “ข้อเท็จจริงและเหตุผล” สังคมนั้นย่อมถูกท่วมทับด้วยข่าวลือ ประชาชนต้องตกเป็นเครื่องมือของผู้สร้างข่าว โดยไม่รู้เท่าทันสังคมไทยกำลังถูกพัดกระหน่ำด้วยพายุข่าวสาร เสียงเพลง “ลับลวงพราง” กำลังดังกระหึ่มอยู่ทั่วสารทิศ ปวงประชาตาดำๆอย่างเราท่าน จึงไม่บังควรหลงเชื่อใครอย่างง่ายๆไม่ว่าเขาจะเล่าเรื่องของ “เสือหิวจอมโหด” หนึ่งฝูง หรือเล่าเรื่อง “สุนัขแสนเชื่อง” เพียงหนึ่งตัวก็ตาม!ทุกถ้อยกระทงความเป็นสำนวน คุณประสิทธิ์ ฉกาจธรรม ล้วนๆ...ผมใช้ความหน้าด้านคัดลอกมาบอกต่อ โดยความเชื่อสนิทใจ เป็นเรื่องในบ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งๆที่ผมรู้ดี คุณประสิทธิ์เขียนเรื่องนี้ก่อนหน้านานเต็มทีแล้ว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม