สัปดาห์นี้ 21–26 เมษายน มีการประชุม “สภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศภาคฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Meeting of the IMF and World Bank Group) ที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงสหรัฐฯ ถือเป็นเวทีชุมนุมเสือสิงห์กระทิงการเงินโลกปีนี้มีรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการแบงก์ชาติกว่า 400 คนไปร่วมประชุม โดยมี สก๊อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังเป็นจุดหมายปลายทางของรัฐมนตรีคลังทั่วโลก หวังจะได้พบเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯในเวทีนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก ผู้นำทางความคิด นักวิชาการ เข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีอีกงานหนึ่งของตลาดเงินตลาดทุนโลกเลยทีเดียวน่าเสียดายที่ คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ไม่ได้ไปร่วมด้วยปีหน้า 2569 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก IMF and World Bank Group Meeting 2026 ระหว่าง 12–18 ตุลาคม 2569 คาดกันว่าจะมี รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการแบงก์ชาติจากทั่วโลก รวมทั้งผู้บริหารสถาบันการเงินระดับโลก นักธุรกิจคนดังนักวิชาการดัง มาร่วมประชุมประมาณ 18,000 คน ผมก็เอาข่าวมาบอกกันตรงนี้ ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีรู้หรือยังการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟฤดูใบไม้ผลิ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์นี้เว็บไซต์การเงินธนาคาร รายงานว่า ประเด็นสำคัญไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา เพราะรัฐมนตรีคลังทุกประเทศตั้งเป้าที่จะพบกับ สก๊อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เพื่อหาทางเจรจาเรื่องภาษี ทำให้ประเด็นเรื่องภาษีกลายเป็นประเด็นสำคัญใหญ่ในการประชุมปีนี้เรื่องสำคัญที่ IMF แถลงในการประชุมครั้งนี้เมื่อวันที่ 22 เม.ย. คือ รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2568 ฉบับล่าสุด ซึ่งได้รวมเอาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯเข้าไปด้วย ไอเอ็มเอฟได้ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 เหลือ 2.8% จากที่เคยคาดว่า จะเติบโตได้ 3.2% และลดคาดการณ์ปี 2569 ลงเหลือ 2.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.2% ไอเอ็มเอฟยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ กลุ่มประเทศอาเซียน 5 ซึ่งประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดย ลดคาดการณ์ปี 2568 ลงเหลือ 4.0% จากคาดการณ์เดิม 4.6% และ ปี 2569 เหลือ 3.9% จากคาดการณ์เดิม 4.5% ซึ่งยังไม่รวมผลกระทบจริงที่จะเกิดขึ้นหลังจากพ้นการยกเว้นการขึ้นภาษี 90 วันรายงานระบุว่า เศรษฐกิจกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย คาดว่าจะลดลงเหลือ 4.5% ในปี 2568 และ 4.6% ในปี 2569ประเทศไทย ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์ลง คาดว่าจะเติบโตได้เพียง 1.8% ในปี 2568 ลดจากคาดการณ์เดิมในเดือนมกราคมที่ 2.9% ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์จีดีพีลงตํ่ากว่าระดับ 2% และ ปี 2569 ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์ลงไปอีกเหลือ 1.6% ไม่รู้ นายกฯแพทองธาร ชินวัตร จะรู้ร้อนรู้หนาวหรือไม่ว่า รัฐบาลเพื่อไทยกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยตํ่าเตี้ยลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีโอกาสมากมาย แต่รัฐบาลเพื่อไทยทำงานไม่เป็น นายกฯทำงานไม่เป็น แถมสถานการณ์คอร์รัปชันในไทยยังเบ่งบานไปทุกหย่อมหญ้า จนอันดับคอร์รัปชันประเทศไทยหล่นไปอยู่อันดับ 107 ของโลก จาก 180 ประเทศ ได้คะแนนโปร่งใสเพียง 34 คะแนน แต่รัฐบาลก็ ไม่แก้ไขอะไรเพื่อนบ้านไทย เวียดนาม แม้จะได้รับผลกระทบรุนแรง สหรัฐฯขึ้นภาษีตอบโต้สูงถึง 46% แต่ไอเอ็มเอฟยังคาดว่า จีดีพีเวียดนามปี 2568 จะเติบโตได้ถึง 5.2% สูงกว่าไทยเกือบ 3 เท่า โดยลดจาก คาดการณ์เดิมที่ 6.1%ผมกำลังคิดเช่นเดียวกับนักวิชาการหลายคนว่า ถ้ารัฐบาลนี้ยัง “รักประเทศไทย” บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ก็ให้ “ยุบสภา” เถิด ให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ เผื่อเศรษฐกิจไทยจะดีกว่านี้ อย่าทู่ซี้กอดคอกันตายแบบนี้เลย มันเศร้าใจจนบอกไม่ถูก.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม