ภาพประวัติศาสตร์ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” คล้ายมนุษย์ลงแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ในสนามเดียวกับนักวิ่ง “มนุษย์” ตัวเป็นๆ ครั้งแรกของโลกในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนเมื่อไม่กี่วันก่อนเรียกความสนใจจากทั่วโลกไม่เพียงแต่น่าตื่นตาตื่นใจ ยังเผยให้เห็น ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของจีนและความมุ่งมั่นที่จะครองตลาดเป็นผู้นำของโลก แซงหน้าเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แม้ว่าหุ่นยนต์ 70% จากทั้งหมดราว 20 ตัว ไปไม่ถึงเส้นชัย ส่วนที่จบการแข่งขันก็ยังเชื่องช้ากว่ามนุษย์อยู่หลายขุม รวมทั้งยังมีเสียงติติงว่าบริษัทเทคโนโลยีจีนมักให้ความสำคัญกับการสาธิตการเดิน วิ่ง เต้นรำ และการแสดงความคล่องตัวอื่นๆ มากกว่าที่จะแสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์เหล่านี้มีประสิทธิภาพ ความฉลาดเหนือชั้น เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้อย่างไร?ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยี เช่น เอ็นวิเดีย ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก หรือรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา กำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถของหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต รองรับการขาดแคลนแรงงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ในราคาที่ควบคุมได้และประหยัดกว่าขณะที่รายงานจากบริษัทวิเคราะห์วิจัย SemiAnalysis และมอร์แกน สแตนลีย์ ผู้ให้บริการทางการเงินชี้ว่า ขณะนี้ จีนกำลังก้าวนำสหรัฐฯด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าจากขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพการผลิตที่เหนือกว่า บวกกับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลยังช่วยดันจีนเป็นผู้นำการยื่นจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายงานยังแนะว่าหากจะไล่ตามให้ทัน ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯต้องเร่งสร้างฐานการผลิตและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการย้ายฐานการผลิตกลับมา ในประเทศ (reshoring) หรือไปยังประเทศพันธมิตร (friendshoring) เพื่อลดการพึ่งพาจีน แต่จะทำได้จริงหรือไม่และเมื่อใดต้องคอยติดตาม.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม