หลังจากชนะศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจยังมิทันได้ฉลองก็ต้องมาเจอ 3 ศึกใหญ่พร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระคายผิวแม้แต่น้อยเพราะดูท่านายกรัฐมนตรีจะยังสดชื่นอันบ่งบอกว่าสู้ได้รับมือได้ไม่ซีเรียสแม้เริ่มต้นไม่สู้ดีนัก แต่พอเหตุผ่านพ้นไปทุกอย่างก็สงบนิ่ง!3 เรื่องที่ว่ามานั้นก็คือ1.แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของประเทศเพียงแต่ศูนย์กลางเกิดที่เมียนมาเลยทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนักวันนี้รอเพียงว่าจะค้นหาผู้สูญหายใต้ตึก สตง.ที่ถล่ม หากพบและไม่เสียชีวิตก็จะได้คะแนนนิยม เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้หลังจากที่สั่งสอบสวนทวนความหาสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่มอีกทั้งสถานการณ์โดยรวมก็กลับสู่สภาพปกติก็ถือว่าจบกัน2.“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพด้วยการขึ้นภาษีประเทศต่างๆที่ขายสินค้าให้สหรัฐฯแล้วได้ดุลการค้ามากสหรัฐฯก็เลยต้องตั้งกำแพงภาษีให้สูงขึ้นประเทศแถบเอเชียโดนหนักที่สุดประเทศไทยก็คือ 1 ในจำนวนนั้นที่ “ทรัมป์” ประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯเป็น 36%ถือว่าสูงพอสมควรอยู่ในลำดับต้นๆแน่นอนว่าเอกชนที่ส่งสินค้าไปขายในสหรัฐฯต่างก็วิตกกังวลเพราะจะทำให้สินค้าราคาแพงขึ้นและส่งผลต่อการส่งออกของไทยด้วยดังนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อวางแผนและหาทางแก้ไขปัญหาปรากฏนายกรัฐมนตรีไม่ค่อยจะวิตกทุกข์ร้อนเท่าใดนักบอกว่าได้เตรียมแก้ไขปัญหาเอาไว้แล้ว โดยจะตั้งทีมงานไปเจรจากับสหรัฐฯเพื่อต่อรองพูดง่ายๆว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่ต้องห่วง3.กฎหมาย “กาสิโน” หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ ครม.ได้พิจารณาเห็นชอบแล้วและอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาแล้วคาดว่าจะมีการพิจารณาในสัปดาห์หน้าวันที่ 9 เม.ย.68!เรื่องนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะให้น้ำหนักและความสำคัญมากกว่า 2 เรื่องที่กล่าวมาแล้ว คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้กฎหมายอันนี้คลอดออกมาให้เร็วที่สุดขนาดสถานการณ์แผ่นดินไหวยังร้อนระอุ แต่ก็พยายามที่จะเร่งให้สภาพิจารณาเรื่องนี้ให้ได้ เร่งรัดเร่งรีบส่งต่อกันเป็นทอดๆเพียงแต่การพิจารณากฎหมายต้องมีระเบียบขั้นตอนไม่ใช่แซงซ้ายแซงขวาอย่างน่าเกลียดเกินไป สุดท้ายก็ต้องว่ากันไปตามวาระนี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่น แม้แต่ความเป็นความตายของชีวิตคนนั่นก็เพราะกฎหมายฉบับนี้จะเป็นอะไรทุกอย่างให้รัฐบาล นอกจากด้านเศรษฐกิจและผลงานเอาไว้หาเสียงแล้วยังมีผลประโยชน์ติดปลายนวมอีกด้วย!แต่ยิ่งเร่งก็ยิ่งเกิดแรงต้านหนักขึ้น เพราะก่อนหน้านี้มีฝ่ายที่คัดค้านแสดงตัวให้เห็นและมีการชุมนุมต่อต้านหลายกลุ่ม ล่าสุดนักวิชาการก็เริ่มแสดงตัวแล้วยิ่งไปกว่านั้น สว.ที่มีเพียงไม่กี่ที่ต่อต้านก็เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ล่าสุดเรียกร้องให้มีการทำประชามติเพื่อฟังเสียงประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยสรุปก็คือการต่อต้านคัดค้านนั้นมีพลังมากขึ้นแต่จะจุดติดหรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไปทว่ารัฐบาลดูจะไม่แคร์และเดินหน้าสู้เต็มที่!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม