ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโหวตไว้วางใจให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป หลังฝ่ายค้านเปิดอภิปรายซักฟอกปิดท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาวันที่ 10 เม.ย.68 การอภิปรายครั้งนี้ทำให้รัฐบาลได้เห็นจุดอ่อนจุดแข็งในช่วงบริหารราชการแผ่นดินในรอบ 2 ปี ภายใต้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแม้ฝ่ายค้านไม่ได้ตามขยี้ในประเด็นเชิงโครงสร้างของประเทศเท่าที่ควร โดยเฉพาะภาวะการเมืองติดหล่ม ภาวะเศรษฐกิจก็ติดหล่ม การเมืองเผชิญปัญหาวิกฤติมาตลอด เศรษฐกิจขยายตัวต่ำมากต่อเนื่องนับ 10 ปี ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเกือบทั้งหมด อาการแบบนี้สะท้อนให้เห็นประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างขณะที่ระเบียบโลกเดิมกำลังถูกทำลาย จากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานา ธิบดีสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด หลังส่องดูสถานการณ์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อยากเห็นไทยต้องปรับตัวรุนแรงจึงออกมาจุดพลุให้สังคมช่วยกันหาทางออกทางรอดให้ประเทศไทยหมดเวลาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉาบฉวย หมดเวลาของพ่อมหาจำเริญ พรรคร่วมรัฐบาลต่างคนต่างทำ ช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาลก่อนครบวาระในปี 2570 เชื่อว่าสังคมอยากเห็นพรรคร่วมรัฐบาลตั้งหลักคลอดนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างพร้อมเปิดเข็มทิศกำหนดทิศทางนำพาประเทศไทยที่ชัดเจนยิ่งได้สัมผัสแผ่นดินไหวในมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา แรงสั่นสะเทือนถึงประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ตึกก่อสร้างย่านจตุจักรถล่มกลาง กทม. อาคารสูงหลายแห่งสั่นไหวรุนแรง อาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 เสี่ยงเกิดความเสียหายได้มากกว่า เพราะออกแบบและก่อสร้างก่อนมีกฎกระทรวงเรื่องป้องกันแผ่นดินไหวปัจจุบันมีกฎกระทรวงฉบับใหม่ ปี 2564 กระทรวงมหาดไทยบังคับให้ทุกอาคารต้องออกแบบให้ต้านทานคงทนต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับอาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่ามีอาคารเป็นจำนวนมากไม่ได้รับการออกแบบให้รองรับการต้านเกิดเหตุแผ่นดินไหวเช่นเดียวกับโครงสร้างประเทศที่ผุกร่อน หาก 2 ปีที่เหลือของรัฐบาล น.ส. แพทองธาร ยังไม่กล้าหาญกำหนดทิศทางของประเทศ โดยปฏิรูปโครงสร้างการเมือง และเศรษฐกิจให้สะเด็ดน้ำ เพื่อรับมือสถานการณ์ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเซตระบบ ซึ่งเปรียบเสมือนแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ที่จะก่อแรงสะเทือนถล่มประเทศไทย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม