เรื่องแรกในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน ก.พ.2568 กำพล จำปาพันธ์ เขียนเรื่อง ส.พลายน้อย ปราชญ์ สามัญชน “คนกรุงเก่า” ผู้บุกเบิก “ประวัติศาสตร์สัตว์” ในสังคมไทย...ครับใครอยากรู้จัก ส.พลายน้อย เป็นไง!ควรไปหา “ศิลปวัฒนธรรม” อ่านกันเองเหลือบตาหนังสือ “เกร็ดภาษา หนังสือไทย ส.พลายน้อย เล่ม 2” (พิมพ์คำสำนักพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2553) ใกล้มือก็คว้ามาเปิดอ่าน อ่านแบบ “หาเรื่อง”สะดุดหัวข้อเรื่องของลูกยาง “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”ส.พลายน้อยเปิดประเด็นว่า สมัยที่ยังเป็นเด็กไม่เคยมีของเล่นอะไรที่พิสดารเพราะผู้ใหญ่ก็ไม่เคยซื้อให้เล่น ของเล่นส่วนมากจึงทำขึ้นเองจากใบไม้บ้าง จากดินปั้นบ้างแต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องทำ เป็นของเกิดขึ้นเอง สิ่งนั้นคือ “ลูกยาง”ในสมัยนั้นตามวัดมักมีต้นยาง เพราะใช้เจาะเผาเอาน้ำมันยางมาใช้ได้ เวลาที่ต้นยางมีลูกและแห้งหล่นลงมา เราก็เก็บเอามาเล่นลักษณะของลูกยางนั้น โตขนาดลูกกระสุน มีปีกยาวสองปีก จึงเหมาะสำหรับการเล่นวิธีเล่น โยนหรือเหวี่ยงลูกยางขึ้นไปบนอากาศ มันจะพลิกกลับ หมุนตัวลงมาน่าดูมากปีกสองข้างของมันเมื่อปะทะกับลมลูกยางก็หมุน อาการที่ควงลงมาถ้าไม่มีลมก็จะเป็นแนวดิ่ง ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นลูกยางส่วนมากหล่นอยู่ตามโคนต้นเด็กๆจึงง่ายในการเลือกเก็บมาเป็นของเล่นแต่บางกรณี เช่น เมื่อมีพายุพัด ลูกยางจะหล่นห่างไกลต้นไปบ้าง แต่เมื่อลูกยางนั้นงอกเป็นต้น...ก็ยังคงเป็นต้นยางอยู่นั่นเองใน “พระอภัยมณี” สุนทรภู่เขียนไว้ตอนหนึ่ง “ถึงลูกยางห่างต้นหล่นกระเด็นก็จะเป็นเช่นเหล่าตามเผ่าพันธุ์” หมายความว่า พ่อแม่เป็นอย่างไรลูกก็เป็นอย่างนั้นอีกสำนวนเปรียบเทียบของไทย แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณี แต่โบราณเราเคยพูดกันว่า“ตัดไม้อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก”ธรรมดาต้นไม้มักจะมีหน่อเพื่อแพร่พืชพันธุ์ ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้สืบต่อพืชพันธุ์มาอย่างยืดยาว ครั้งหนึ่งพระเจ้าอโศกเคยจะโค่นทิ้งหรือพระราชาแห่งบังกหล่าจะตัดแล้วเผาแต่ก็ปรากฏว่ายังมีหน่อหลงเหลืออยู่จนได้ เป็นอันว่าทำลายไม่สำเร็จความหมายของคำว่า “ตัดไม้อย่าไว้หน่อ” ก็หมายเอาว่า เมื่อจะทำลายอะไรก็ต้องทำลายให้หมด อย่าให้สิ่งนั้นหลงเหลืออยู่ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อไปได้ส่วนคำว่า “ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก” ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือ เมื่อฆ่าพ่อแล้วหากละลูกไว้ ต่อไปข้างหน้าลูกใหญ่โตปีกกล้า ขาแข็งขึ้นก็คงจะคิดแก้แค้นแทนพ่อสำนวนตัดไม้อย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ส.พลายน้อยว่า เห็นจะเป็นสำนวนเก่า สมัยปกครองกันด้วยอำนาจเด็ดขาดของคนเพียงคนเดียว ใครเคยอ่านพงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา คงสังเกตเห็นว่าเมื่อมีการแย่งชิงราชสมบัติแล้วมีการสำเร็จโทษเจ้านาย ก็มักประหารลูกซึ่งเป็นผู้ชายเสียด้วยลัทธิประหารเจ็ดชั่วโคตรที่เคยพูดๆกัน ก็คงเกิดจากหลักคิดเดียวกันบ้านเมืองที่ผมรู้จัก เหตุปัจจัยเปลี่ยนไปตรงข้าม...ตอนนี้มีเสียงพูดทำนองว่าถ้าล้มพ่อให้ลงเสียได้ ลูกไม่ว่าชายหรือหญิงก็ไม่จำเป็น เพราะเชิดกันมาจะครึ่งปี ยังไม่มีวี่แววเป็นงานเป็นการ มีคะแนนเต็มก็แต่เรื่อง เสื้อผ้าหน้าผมอย่างเดียว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม