วิชา “ภาวะอารมณ์มนุษย์” อยู่ในชั่วโมงทฤษฎีวรรณคดี นักศึกษาปริญญาเอกอักษรศาสตร์ ศิลปากรศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี เขียนไว้ใน “หมายเหตุเฟซบุ๊ก กุสุมา 80” ว่า ในมุมมองของนักวรรณคดีสันสกฤต ภาวะอารมณ์มีถึง 40 กว่าชนิดหากมีคำถาม ภาวะอารมณ์ที่อยู่กันคนละขั้ว เช่นความรักกับความแค้นจะจับมือกันได้ไหม?บางคนอาจตอบว่าได้ ดังคำที่ว่า “ทั้งรักทั้งแค้นแน่นฤทัย” นั่นอย่างไร?แต่นักวรรณคดีสันสกฤตจะบอกว่า รักกับแค้นเกิดพร้อมกันในจุดเดียวกันไม่ได้ดอกเหมือนเราเอาดินสอจุดลงไปที่ความรักจุดหนึ่งแล้ว จะจุดความแค้นลงไปก็ต้องเขยิบมานิดหนึ่ง ไม่ใช่จุดซ้ำที่เดิม จุดความแค้นจึงเกิดตามจุดความรักและเกิดเป็นจุดสลับกันไปดังนั้น สำหรับนักวรรณคดี “ทั้งรักทั้งแค้น” ก็คิือ“เดี๋ยวรักเดี๋ยวแค้น” สลับกันไปจน “แน่นหทัย”และที่ว่าทั้งรักทั้งแค้น “ประดังกันขึ้นมา” นั่นก็คือ ผลัดกันขึ้นมาต่างหาก ไม่ใช่พุ่งเข้ามาทีเดียวทั้งคู่ถ้ากวีจะนำภาวะอารมณ์ขั้วตรงข้ามคือ รักกับแค้นไปผสานกันเป็นเนื้อหาในวรรณคดี ก็ย่อมได้ ไม่ต้องให้เกิดสลับกันแบบ “เดี๋ยวรักเดี๋ยวแค้น” ก็ยังได้แต่ให้ความแค้นเป็นภาวะที่หนุนความรักให้แรงขึ้นความเป็นขั้วตรงข้ามของภาวะจะกลายเป็นความเกื้อหนุนกัน เมื่อตัวรองรับอารมณ์นั้น เป็นคนละตัวกันความรักของโรมีโอมีต่อจูเลียต ส่วนความแค้นของโรมิโอมีต่อตระกูลคาปุเล็ต ซึ่งเป็นอริกับตระกูลตนตัวรองรับอารมณ์สองขั้วนั้นเป็นคนละตัวกัน แม้จะรู้ว่าจูเลียตเป็นคาปุเล็ตคนหนึ่ง แต่แรงรักก็แซงขึ้นหน้าได้นี่นาความรักกับความแค้นของโรมีโอจึงไม่ต่อต้านกัน กลับเกื้อหนุนกัน และผสานกันจนเป็น“จานวรรณกรรม” ที่มีรสกลมกล่อมนักจิตวิทยาจะว่าอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ อาจารย์กุสุมา ท่านว่านักวรรณคดีสันสกฤต เขาว่ากันอย่างนี้นี่แค่รัก-แค้น 2 ใน 40 ภาวะอารมณ์ ที่โลดแล่นและซุกซ่อนในตัวมนุษย์ เป็นเนื้อให้กวีนำมาปรุงเป็น“จานวรรณกรรม” ให้ผู้อ่านลิ้มและรับรู้รส ได้ด้วย“หัวใจ”ความผสานกันของภาวะอารมณ์เหล่านั้น เป็นสิ่งสำคัญเหมือนเครื่องปรุงอาหารที่ต้องผสานกันอย่างกลมกล่อมอาจารย์กุสุมา บันทึกเรื่องนี้ เมื่อ 26 ก.พ.2560 ครับ ผมนึกไม่ออก อาจารย์ได้แรงกระทบใจมาจาก“ภาวะอารมณ์” การเมืองเรื่องใด จะเดาว่าเป็นกรณีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ไม่แน่ใจแต่ก็เชื่อว่า ภาวะอารมณ์รักกับภาวะอารมณ์แค้นนั้นเกิดได้ทุกสถานการณ์การเมืองการเมืองซึ่งเห็นๆกันตลอดมา ไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูถาวรสดๆร้อนๆที่จริงก็นาน แต่ยังไม่ทันลืม พรรคเพื่อไทยของนายกฯอิ๊งค์ ตอนหาเสียงก็ประกาศเสียงดัง“ไม่เอาลุง” แต่พอเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ก็หันไป “เอาลุง” เฉยเลยและในภาวะอารมณ์เอาลุงนั้น ก็ยังมีภาวะอารมณ์ “ตัดหางปล่อยวัด” หรือ “ผลักไสไล่ส่ง...ลุง” กรณีที่คุณทักษิณเล่นงานพลเอกประวิตร ทั้งแย่งสองน้องรักจากบ้านป่ามาอยู่กับรัฐบาล แถมสารพัดคดีความกระทั่งมิตรรักนักเพลง พรรคภูมิใจไทย...แม้คุณทักษิณ จะเติมความรักให้ทุกวัน ก็รับประกันไม่ได้ ว่าจะมีวันที่ภูมิใจไทยสนองคืนด้วยความแค้น...วันใดที่คุณอนุทินถูกลุ้นเป็นนายกฯ ได้แต้มต่อมากกว่าคุณแพทองธาร เมื่อนั้นคุณทักษิณ คงต้องรู้ซึ้งถึงรสวรรณคดี “ทั้งรักทั้งแค้นแน่นฤทัย” เป็นเช่นนี้เอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม