2 คีย์แมนรัฐบาลประสานเสียงไร้กังวล สถานการณ์ การเมืองร้อนปี 2568 “ภูมิธรรม” ไม่ห่วงพรรคร่วมเล่นเกมโหวตสวน เชื่อทุกคนยังอยาก เห็นประเทศเดินหน้า อย่าด่วนสรุปรัฐบาลอายุสั้น ไม่ปฏิเสธ “นายใหญ่” เชียร์เพื่อไทย “นพดล” ขอมองที่ สารัตถะ “ทักษิณ” พบ “อันวาร์” อย่ามุ่งดราม่าการเมือง “เสี่ยหนู” มั่นใจรัฐนาวานี้มั่นคงอยู่ยาว ปัด ภท.ไม่เคยขวางพท. แค่โชว์จุดยืน ขู่ขืนวุ่นวายโดนยึดอำนาจอีกแน่ สวนม็อบต้านรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรผิด “ทักษิณ” เอาคืนประเดิมฟ้องกลับ “ธีรยุทธ”สองคีย์แมนสำคัญรัฐบาลไร้กังวลกับสถานการณ์ การเมืองร้อนในปี 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม แกนนำพรรคเพื่อไทย เชื่อทุกฝ่ายยังอยากเห็นประเทศเดินหน้า ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น“อ้วน” ไม่กังวลพรรคร่วมแทงสวนเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แกนนำพรรค เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2568 ว่า หากดูจากปรากฏการณ์ยกมือโหวต สวนในหลายวาระของพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเข้าใจจริงๆ คือเป็นรัฐบาลที่มีจุดยืนร่วมกันของ 6 พรรคการเมือง ที่ต้องการให้ประเทศเดินหน้า เพราะเห็นปัญหาหลายๆ อย่าง ไม่ใช่รัฐบาลที่มีความเห็นเหมือนกัน เมื่อถามถึง ความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายภูมิธรรมตอบว่า เรื่องนี้ไม่กังวล ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการโหวตสวนหรืออะไร หากเห็นเหมือนกัน หมดก็แปลว่าเป็นพรรคเดียวกัน แต่เพราะคนละพรรค จึงมีความเห็นที่ต่างกัน การเห็นต่างแต่ร่วมกันได้แสดงว่าต้องมีจุดร่วมที่ทุกคนอยากเห็นประเทศเดินหน้า หรือแม้กระทั่งสีต่างๆก็ยังพอกลมกลืนกันได้ คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร สิ่งที่อยากเห็นคือการทำงาน ร่วมกันมากที่สุด เพราะประเทศบอบช้ำมาเป็นนับ 10 ปี จึงต้องการความเชื่อมั่น โอกาส และกำลังใจ อยากคุยแลกเปลี่ยนบอกความในใจ ไม่ว่าจะเห็นเหมือนหรือเห็นต่างก็ว่ากันไปอย่าด่วนตัดสินว่ารัฐบาลอายุสั้นผู้สื่อข่าวถามว่า คดีความต่างๆที่โดนร้องเรียนหลายคดีจะสิ้นสุดในปี 2568 จะทำให้รัฐบาลนี้อายุสั้น หรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ยังไม่ทันทำอะไรเลย คิดว่ารัฐบาลนี้ผิดแล้วหรือ สิ่งที่ร้องเรียนมาไม่มีความผิดก็เยอะ อย่าด่วนตัดสินใจและประเมินบนฐานที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไป ถึงแม้ว่าจะผิดหรือไม่ก็มีทางออก สมมติหากมีกระบวนการที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ได้เผชิญกลไกรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยก็ยังทำงานได้ ในส่วนของพรรค พท.ยังมีแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีคนที่ 3 หากเราโชคร้ายและเกิดกระบวนการ ที่มีปัญหา แต่หากมองว่าคนที่ 3 ไม่เหมาะสม พรรค การเมืองต่อไปแคนดิเดตคนที่ 1-2 ก็ยังทำหน้าที่ต่อไปได้ กระบวนการประชาธิปไตยเราไม่ใช่เจ้าของสิทธิ เราเป็นเพียงเจ้าของสิทธิ 3 คน ที่จะเป็นนายกฯ ทั้งนี้ หากความร่วมมือในการแก้ปัญหายังไม่มีความขัดแย้งก็สามารถเดินต่อได้ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ผูกขาดไว้ที่ใครปฏิเสธไม่ได้ “ทักษิณ” ช่วยเพื่อไทยเมื่อถามว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเดินคู่ขนานช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้ง นายภูมิธรรมตอบว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่านายทักษิณ มีความ ห่วงใย มีใจเชียร์ให้พรรค พท.ประสบความสำเร็จ การที่เคยเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และพัฒนาการมาเป็นพรรค พท. ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความสัมพันธ์ของคนในองค์กรรู้สึกดีต่อกัน หรือแม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ข้างนอกยังชื่นชม ในวิธีการจัดการ ปัญหาของนายทักษิณไม่น้อย ฉะนั้นถ้ากฎหมายเปิด ให้มีบทบาทช่วยพรรคได้ ถือว่าเป็นไปตามกระบวนการ วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่พรรค พท. แต่พรรคประชาชน (ปชน.) ยังมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยะบุตร แสงกนกกุล เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ดังนั้นการเข้ามาของ นายทักษิณสามารถเข้ามาช่วยได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่งตามกรอบกฎหมายที่อนุญาต ด้านบวกคนที่ ศรัทธาชื่นชอบนิยม ก็พร้อมสนับสนุนในสิ่งที่เขาสนับสนุนด้วย แต่ด้านลบหากไม่ชอบ จะมีการคัดค้าน ถือเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว อย่าไปมองว่าจะเกิดความ ไม่ดีไม่งามจนเกินไปมองที่เนื้อหา “ทักษิณ” พบ “อันวาร์”นายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพูดคุยระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บนเรือยอชต์ในเขตรอยต่อน่านน้ำ 2 ประเทศว่า มีการพูดคุยถึงประเด็นการแก้ปัญหาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียน ไม่น่ามีอะไร ในอดีตก็เคยพบกัน เราต้องรอดูว่าการพูดคุยกันจะเกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอย่างไร อยากให้มองในเชิงสารัตถะเนื้อหามากกว่าเป็นดราม่าทำเป็นประเด็นการเมือง ลดทอนความน่าเชื่อถือ ดิสเครดิต ด้อยค่ากัน ขอให้มองอย่างสร้างสรรค์ เมื่อถามว่ามองว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง นายนพดลตอบว่า ไม่รู้ความลึกของข้อมูลที่คุยกัน แต่มองว่าข้อดีคือทำให้ได้หารือในแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะในอดีตประเทศมาเลเซียเคยเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยด้านสันติภาพกัน หากผู้นำมาเลเซียให้ความร่วมมือและมีการพูดคุยกัน จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ลุล่วงรวดเร็วขึ้น นำความสงบสุขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ในพื้นที่นั้นได้มากขึ้น โดยความร่วมมือกันจากทั้ง 2 ประเทศ“หนู” มั่นใจรัฐบาลมั่นคงอยู่ยาวขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงปัจจัยเสี่ยงการเมืองที่อาจส่งผลต่อรัฐบาลในปี 2568 ว่า รัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูง ในรอบหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีรัฐบาลที่มีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่งเทียบเท่ากับรัฐบาลนี้ ดังนั้นเสถียรภาพในเชิงการเมืองจึงมีสูง ยังไม่เห็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ นายกฯสามารถแสดงภาวะความเป็นผู้นำได้ชัดเจน นำพารัฐบาลได้ ความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปด้วยดี ปัญหาปลีกย่อยเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องหาวิธีแก้ไข ไม่มีเรื่องใดที่ขัดแย้งกันจนหาทางกลับไม่ได้ เมื่อถามถึงปัจจัยภายนอกทั้งกรณีโรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 และม็อบ มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เรื่องนี้มีคำชี้แจงของฝ่ายที่ถูกพาดพิงออกมาแล้ว อ้างอิงไปตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และระเบียบต่างๆ ส่วนใหญ่มีเหตุและผล หากยังเป็นที่กังขาไม่น่าไว้วางใจ ยังมีสภาเป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่แต่ละคนต้องไปชี้แจงปัดไม่เคยขวาง พท.แค่โชว์จุดยืนผู้สื่อข่าวถามว่าหลังออกรอบตีกอล์ฟกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อไปนี้พรรค ภท. จะขวางพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ นายอนุทินตอบยันยันว่า พรรค ภท.ไม่ได้ขวาง แค่แสดงจุดยืนและความเห็นในเรื่องที่พรรค ภท.เชื่อ ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็เคารพเสียงส่วนใหญ่ ถือว่าจบ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ที่แพ้โหวต เรื่องล็อก 2 ชั้น พรรค ภท.ก็จบ เมื่อถามว่าถูกมองว่ารัฐบาลชุดนี้มารวมกันเพราะไฟต์บังคับ นายอนุทินตอบว่า บังคับที่ทำให้รัฐบาลต้องทำงานหนักเพื่อประชาชน ไม่ใช่บังคับให้มาร่วมกัน เมื่อถามว่ารัฐบาลขาดพรรค ภท.ได้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่ขาดไม่ได้ เมื่อถึงเวลาต้องขาดก็ขาดกันได้ทั้งนั้น “nothing is indispensable”ขู่บ้านเมืองวุ่นวายยึดอำนาจมาอีกเมื่อถามว่าตอนนี้พรรค พท.มีประเด็นร้อนหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องชั้น 14 ทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ หรือเป็นชนวนเหตุให้มีอำนาจอื่น เช่นรัฐประหารเข้ามาแทรกหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ดูจากคนใน ครม. และแกนนำทางการเมือง ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องพวกนี้ ดังนั้นร้อนหรือไม่ร้อนอยู่ที่การกระพือข่าวของโซเชียลและสื่อมวลชน ไม่มีใครบอกได้ว่ามันเกิดหรือไม่เกิด แต่คนที่ทำงานอยู่ตอนนี้ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้ถูกทำนองคลองธรรม ตามระเบียบ ไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบ ก็จะอนุมานได้ว่าไม่ควรเกิดสิ่งที่อยู่นอกระบบ แต่ถ้าวันๆเอาแต่หาเรื่องทะเลาะกัน ขัดขวางทุกเรื่อง พูดจาดูหมิ่นดูแคลน กระแทกแดกดันกัน จะเพิ่มโอกาสให้อำนาจนอกระบบเข้ามาได้สวนม็อบต้านรัฐบาลทำอะไรผิดเมื่อถามว่าม็อบที่ต่อต้านนายทักษิณส่งผลกระทบกับต่อรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินถามกลับว่า รัฐบาลทำอะไรผิดหรือยัง ตนยังไม่เห็น ตอนนี้พยายามผลักดันนโยบายที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนทุกโครงการ ในรัฐบาลยังไม่มีใครเคยมาพูดเรื่องเหล่านี้ หรือปรึกษาว่าจะทำอย่างไรกันดีแม้แต่ครั้งเดียวพูดแต่การคลายความเดือดร้อนและแก้ปัญหาให้ประชาชน เมื่อถามว่าแสดงว่าม็อบต่อต้านนายทักษิณไม่มีผลต่อรัฐบาลเลยใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น การเรียกร้องอะไรมีช่องทาง กรณีชั้น 14 ก็มีคนไปร้องเรียนกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว และน่าจะมีการอภิปรายในสภาทั้งแบบลงมติและไม่ลงมติ ไม่เว้นแม้แต่กระทรวงมหาดไทย เช่น เรื่องเขากระโดง ก็ต้องไปชี้แจงไม่มีใครโอดครวญ“เขากระโดง” รอศาลปกครองชี้ขาดเมื่อถามถึงข้อพิพาทพื้นที่เขากระโดง หลังนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ระบุว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก้าวล่วงสิทธิ์ของชาวบ้าน ขณะที่ รฟท.ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่าที่ดินดังกล่าว 5,000 กว่าไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ รฟท. นายอนุทินตอบว่า ติดตามเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ และโทร.ไปสอบถามอธิบดีกรมที่ดิน ยืนยันว่าไม่ใช่แบบที่ รฟท.อ้าง และอธิบายไปหลายครั้งแล้ว ที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลฎีกาและศาลปกครองครบถ้วน จนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครอง หลังกรมที่ดินรายงานข้อสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 61 ที่ไม่เพิกถอนที่ดินของชาวบ้าน ว่าศาลปกครองจะมีความเห็นอย่างไร ในเมื่อแต่ละฝ่ายทั้งกรมที่ดิน และ รฟท.มีจุดยืนของตัวเองแตกต่างกัน รวมถึงประชาชนบนเขากระโดงก็มีสิทธิ์ปกป้องความชอบธรรม ขณะนี้เรื่องขึ้นอยู่ในชั้นศาลแล้ว ควรรอให้ศาลตัดสิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย สั่งการไปว่ากรมที่ดินห้ามทำอะไรเข้าข้างฝ่ายใด หรือให้การช่วยเหลือเกื้อกูลใครเด็ดขาด“ทักษิณ” ประเดิมฟ้องกลับ “ธีรยุทธ”ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องกรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย ยุติการกระทำอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล่าสุดนายทักษิณมอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดีกับนายธีรยุทธ ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอ้างว่านายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ร่วมกันกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ ตำรวจได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2567 ให้นายธีรยุทธเข้าให้ปากคำในวันที่ 10 ม.ค.2568 หลังจากนี้ทีมทนายความของนายทักษิณจะมอนิเตอร์เพิ่มเติม หากพบว่ามีใครดำเนินการในลักษณะเข้าข่ายกระทำความผิดอีก จะร้องดำเนินคดีเพิ่มเติมต่อไปอุตฯสั่ง รง.น้ำตาลหยุดรับอ้อย 7 วันอีกเรื่อง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ช่วงปีใหม่ปีนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งให้โรงงานน้ำตาล 57 โรงทั่วประเทศ หยุดรับอ้อย 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.2567-2 ม.ค.2568 เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้เที่ยวพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ แบบไร้ฝุ่นควันที่เกิดจากการลักลอบเผาอ้อย และงดการบรรทุกขนส่งอ้อยบนท้องถนน เพื่อการสัญจรอย่างปลอดภัย ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกท่านเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่