กองปราบฯฝากขังผัดแรก "ทนายตั้ม-เมีย" พร้อมยื่น คำร้องคัดค้านประกันตัวทั้งคู่ หวั่นหลบหนีและไปยุ่งเหยิง พยานหลักฐานคดีโกงเงิน “เจ๊อ้อย” 71 ล้าน ศาลอนุมัติ ตามคำร้องแยกตัว 2 ผัวเมียส่งคุมขังเรือนจำ เผยขณะคุมตัวจากกองปราบฯมาศาล “ทนายตั้ม” เหมือนรู้ล่วงหน้าจุ๊บหน้าผากเมียสั่งลาบนรถ ด้าน “ผู้การกองปราบฯ” ยันทำทุกอย่างตามกรอบกฎหมาย ขณะที่นครบาลอาฟเตอร์ช็อก น.1 สั่งตั้งกรรมการสอบ ผกก.สน.บางซื่อ ปมยอดเงินโอนดิจิทัลไม่ตรงกันกับ ที่เจ๊อ้อย ให้ข้อมูล “ครูปรีชา” มาแล้วหิ้วกาแฟเย็น 2 แก้วพร้อมข้าวผัด 2 กล่อง เย้ยฝาก เชื่อทุกอย่าง เป็นไปตามกรรมที่ทำไว้ภายหลังตำรวจกองปราบฯประสานตำรวจทางหลวงเปิดปฏิบัติการสกัดจับกลางถนน “ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา ในคดีหลอกลวงเงิน น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐินีชาวไทยอาศัยอยู่ประเทศฝรั่งเศส ให้ลงทุนซื้อแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ 71 ล้านบาทเศษ และยังกล่าวหาว่าทนายตั้มหลอกลวงเงินอีกหลายครั้ง โดยตำรวจทั้ง 2 หน่วยจับกุมทั้งคู่ขณะอยู่ในรถปอร์เช่บริเวณใกล้แยกพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 7 พ.ย. หรือในทันทีที่ศาลอาญาออกหมายจับทนายตั้ม ข้อหาฉ้อโกง ข้อหาฟอกเงิน ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน ส่วนนางปทิตตาถูกศาลออกหมายจับข้อหาร่วมกันฟอกเงิน ก่อนคุมตัวทั้งคู่มาสอบปากคำที่กองปราบปรามทันที โดยตำรวจมีเหตุผลเชื่อว่าทั้งคู่เตรียมหลบหนีไปต่างประเทศ ขณะที่ทนายคนดังและภรรยาระหว่างถูกจับกุม ทั้งคู่อยู่ในชุดขาวอ้างว่ากำลังไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ตามที่เสนอข่าวไปนั้นมื้อเช้า “ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว”ความคืบหน้าคดีที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจหลังการจับกุมทนายคนดังและภรรยา เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 8 พ.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ตำรวจกองปราบปรามได้สั่งข้าวกะเพราไก่ 2 กล่องและน้ำดื่มสองขวดจาก “ร้านกุ๊กไก่อาหารตามสั่ง” มาให้นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา 2 ผัวเมียผู้ต้องหาคดีโกงเงินที่ถูกคุมขังในห้องควบคุมตัวผู้ต้องหามาทานเป็นอาหารเช้า จนกระทั่งเวลา 07.40 น. พนักงานสอบสวนกองปราบได้เบิกตัวทนายตั้มไปสอบปากคำต่อ หลังจากเมื่อวานได้สอบปากคำไปนานกว่า 11 ชั่วโมง ส่วนภรรยาตำรวจได้เบิกตัวไปสอบเวลา 08.25 น.ค้นบ้านหรูตู้เซฟใบใหญ่ว่างเปล่ารายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการตรวจค้นบ้านหรูของทนายตั้มที่ย่านตลิ่งชัน โดยทรัพย์สินของทนายตั้มที่ตำรวจกองปราบฯยึดได้ ประกอบด้วย กระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อต่างๆ 21 รายการ, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, พระเครื่อง 3 องค์, นาฬิกาข้อมือ 2 เรือน, บัตรเครดิต / บัตรกดเงินสด 3 ใบ, กุญแจรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ 1 ดอก, Token key 1 อัน แล้วเจ้าหน้าที่ยังพบตู้เซฟขนาดใหญ่สูงประมาณ 2 เมตร เมื่อเปิดออกมากลับไม่พบทรัพย์สินในตู้เซฟแต่อย่างไร คาดว่าจะมีการขนย้ายออกไปก่อนหน้านี้แล้วรายงานข่าวระบุอีกว่า สำหรับการสอบสวนทนายตั้ม ส่วนใหญ่จะให้การปฏิเสธแต่ให้การยอมรับและชี้แจงในเรื่องที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเช่นเรื่องการรับ-โอนเงิน เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่รู้ ส่วนนางปทิตตา ภรรยา ให้การปฏิเสธตลอดข้อหาบุกบริษัทยึดคอม-เอกสารจากนั้น พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป.นำกำลังพร้อมหมายค้นเข้าตรวจค้นบริษัท ษิทรา ลอว์ เฟิร์ม เลขที่ 2409 อาคารเอ็มไพร์ อาคาร 2 ชั้น 24 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร ตรวจยึดเอกสารต่างๆจำนวนมาก คอมพิวเตอร์หลายชุด มาตรวจสอบข้อมูลที่กองบังคับการปราบปรามด้วยคุม “ทนายตั้ม” พร้อมเมียไปศาลต่อมาเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวนายษิทรา หรือทนายตั้ม พร้อมนางปทิตตา ภรรยา ขึ้นรถตู้ 1 คัน มีรถตำรวจสายตรวจ บก.ป.นำขบวน 1 คัน เพื่อนำไปฝากขังศาลอาญารัชดาตามขั้นตอนกฎหมาย ระหว่างคุมตัวผู้ต้องหา ทนายตั้มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงยีนส์ ส่วนภรรยาสวมเสื้อยืดสีดำใส่แว่นตาสีดำพร้อมสวมหน้ากากอนามัย ทันทีที่เดินออกมาจากอาคารประชาอารักษ์ตัวทนายตั้มได้ยกมือไหว้กับกองทัพสื่อมวลชน และไม่ได้กล่าวอะไร แม้สื่อมวลชนพยายามสอบถามในทุกประเด็นจุ๊บหน้าผากภรรยาให้กำลังใจขณะที่นายษิทราและนางปทิตตาอยู่ในรถตู้ ทนายตั้มได้ประคองศีรษะภรรยาก่อนจุ๊บไปที่หน้าผากหนึ่งครั้ง เหมือนให้กำลังใจด้วย เบื้องต้นท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัวของผู้ต้องหาทั้งสองราย เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานฝากขังครั้งที่ 1 ผัวเมีย “เบี้ยบังเกิด”กระทั่งถึงศาลอาญา พนักงานสอบสวนกองปราบปรามนำตัวนายษิทธา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา ฉ้อโกง, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด อายุ 41 ปี ภรรยาทนายตั้ม เป็นผู้ต้องหาที่ 2 ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิด ฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน มายื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 1คำร้องระบุชัดฉ้อโกงหลายครั้งคำร้องระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ ผู้เสียหาย ได้ว่าจ้างผู้ต้องหาที่ 1 ให้เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จปกปิดข้อความจริง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงินให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 หลายเรื่องหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระลวงลงทุนหวยออนไลน์ 71 ล.1.ผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางออนไลน์ อ้างว่าจะต้องจ่ายเงินเป็นค่าจ้างเขียนโปรแกรมเป็นเงิน 2,000,000 ยูโร พร้อมกับนำสัญญาว่าจ้างมาให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าจ้างดังกล่าวไปยังบัญชีธนาคารผู้ต้องหาที่ 1 คิดเป็นเงินไทย 71,067,764.70 บาทหลอกซื้อเบนซ์ได้ส่วนต่าง 1.5 ล.2.ผู้เสียหายได้มอบหมายให้ผู้ต้องหาที่ 1 หาซื้อรถยนต์ ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น จี 400 จากนั้นผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าสามารถหาซื้อรถยนต์ดังกล่าวได้ในราคา 12,900,000 บาท และมีค่าติดฟิล์มรถยนต์ 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 12,930,000 บาท ทั้งที่ความจริงแล้วรถยนต์คันดังกล่าวมีราคาเพียง 11,400,000 บาทโดยไม่มีราคาติดฟิล์มทำให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เงินค่าส่วนต่างจากราคารถยนต์และค่าฟิล์มรถ รวมเป็นเงิน 1,530,000 บาทฟันค่าเขียนแบบโรงแรม 5.5 ล.3.ผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้ติดต่อว่าจ้างบริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้เขียนแบบก่อสร้างโรงแรมที่ผู้เสียหายจะก่อสร้าง อ้างว่ามีค่าเขียนแบบโรงแรมเป็นเงิน 9,000,000 บาท ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ต้องหาที่ 1 ได้ไปว่าจ้างบริษัทอื่นให้เขียนแบบโรงแรมดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายในราคา 3,500,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินชำระค่าเขียนแบบดังกล่าวจำนวน 9,000,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารให้แก่บริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นได้มีการถอนเงินไปมอบให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 ทำให้ผู้ต้องหาที่ 1 ได้เงินส่วนต่างค่าเขียนแบบโรงแรมเป็นเงินจำนวน 5,500,000 บาท การกระทำดังกล่าวของผู้ต้องหาที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542เส้นเงินทั้งคู่เข้าข่ายฟอกจากการสืบสวนสอบสวนพบผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 มีการกระทำต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการฟอกเงิน 1.หลังผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย 71 ล้านบาทเศษ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้โอนเงิน 71 ล้านบาท ออกจากบัญชีธนาคารของตนไปยังบัญชีอื่นของตนเองอีก 2 ทอด เพื่อชำระหนี้ค่าบ้านและที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาที่ 2 และ 2. ผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับมอบเงินสดของผู้เสียหายที่หลอกลวงเป็นค่าเขียนแบบโรงแรม 9,000,000 บาทได้แบ่งเงินสด 1,000,000 บาท ไปมอบให้แก่พี่สาวของผู้ต้องหาที่ 2 ก่อนพี่สาวของผู้ต้องหาที่ 2 นำไปเข้าบัญชีธนาคารของตัวเอง ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาเปิดเหตุค้านประกันตัวท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาที่ 1 เป็นทนายความมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่สังคมให้ความเชื่อถือ แต่กลับกระทำผิดหลายครั้งหลายหนต่อเนื่องกันในลักษณะฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 เป็นภรรยาผู้ต้องหาที่ 1 เป็นบุคคลใกล้ชิดและพักอยู่ด้วยกันย่อมรู้เห็นการกระทำผิดและร่วมกระทำความผิดฟอกเงินกับผู้ต้องหาที่ 1 โดยผู้ต้องหาทั้งสองคนมีพฤติการณ์ที่จะหลบหนียุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานและเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ดังนี้ข่มขู่พยาน-ด้อยค่าพนักงานสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ได้ให้พยานบุคคลที่สำคัญในคดีให้การต่อพนักงานสอบสวนในลักษณะปกปิดข้อเท็จจริงการกระทำความผิดของตน ผู้ต้องหาที่ 1 มีพฤติการณ์สำคัญบางประการทำให้พยานเกิดความเกรงกลัวอันตรายที่จะเกิดกับพยานหรือตัวครอบครัวเพื่อไม่ให้พยานมาให้การหรือไม่ให้การข้อเท็จจริงที่สำคัญต่อคดี ผู้ต้องหาที่ 1 ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ทำให้ผู้เสียหายและพยานบุคคลที่มาให้การต่อพนักงานสอบสวนเกิดความไม่มั่นใจและไม่ไว้วางใจการทำงานของพนักงานสอบสวนเปลี่ยนซิมมือถือทั้งผัวเมียจากการสืบสวนพบว่า ก่อนที่จะจับกุม ผู้ต้องหาที่ 1 และบุคคลใกล้ชิดเปลี่ยนโทรศัพท์และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และพบว่าหมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้ต้องหา ที่ 1 ใช้อยู่ประจำได้ปิดสัญญาณไป และขณะจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาที่ 1—2 ตรวจสอบพบโทรศัพท์มือถือผู้ต้องหาที่ 1 ใช้ซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ผู้ต้องหาที่ 2 ส่วนโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหาที่ 2 ใช้ซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์พี่สาวผู้ต้องหาที่ 2 การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1—2 ทำให้ยากแก่การติดต่อหรือติดตามตัวและค้นหาพยานหลักฐานในโทรศัพท์ยอดเงินเสียหายมูลค่าสูงประกอบกับคดีที่ผู้ต้องหาที่ 1-2 ถูกตั้งข้อหาจับกุมมีอัตราโทษสูงถึง 10 ปีในคดีนี้ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้กระทำความผิดฉ้อโกงและได้ทรัพย์สินของผู้เสียหาย ทั้งสิ้น 78,097,764.70 บาท เป็นความเสียหายมูลค่าสูง เหตุผลดังกล่าว หากผู้ต้องหาที่ 1-2 ได้รับการปล่อยชั่วคราวไป เชื่อว่าผู้ต้องหาที่ 1-2 น่าจะหลบหนีเข้าไปยุ่งพยานหลักฐาน และจะเป็นอุปสรรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตาม มีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยระบุว่าคดีมีอัตราโทษสูงและมูลค่าความเสียหายสูง หากผู้ต้องหาที่ 1-2 ได้รับการปล่อยชั่วคราวมีเกณฑ์จะหลบหนีอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ศาลอาญาพิจารณาแล้วอนุญาตฝากขังตามคำร้องยื่นคำร้องขอประกันเมียตั้มต่อมานายสายหยุด ทนายความผู้ต้องหาที่ 2 ได้ยื่นหลักทรัพย์เงินสด 500,000 บาท เพื่อขอประกันตัวผู้ต้องหาที่ 2 พร้อมเสนอให้ศาลกำหนดเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หรือใส่กำไล EM และพร้อมมารายงานตัวตามศาลนัดวืดประกันแยกส่งเข้าเรือนจำต่อมาศาลอาญามีคำสั่งเรื่องประกัน น.ส.ปทิตตา เบี้ยบังเกิด โดยพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน และผู้เสียหาย คัดค้านเกรงจะหลบหนีไม่ได้รับชดใช้ค่าเสียหายคืน ประกอบกับต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก กรณีอาจเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนได้ และเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องปกป้องกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงเข้าสู่สำนวนคดี ในชั้นสอบสวนนี้มีเหตุอันสมควรที่จะรอฟังผลให้เสร็จสิ้นก่อน ให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ทำให้ทั้งทนายตั้มและภรรยาต้องถูกนำตัวไปแยกขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไปโทรโข่งคุกเปิดขั้นตอนรับ 2 ผัวเมียค่ำวันเดียวกัน นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ ผอ.กองทัณฑวิทยา รรท.ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง ในฐานะรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งคู่ต้องทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ อาทิ ตรวจสุขภาพร่างกาย พิมพ์ลายนิ้วมือ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการอยู่แดนกักโรค 5 วันตามมาตรการป้องกันโควิด-19 และจะมีการปฐมนิเทศอีก 1 สัปดาห์ อยู่ในแดนกักโรคตามเดิม แต่มีการแบ่งโซนออกจากกัน ก่อนจะพิจารณาส่งผู้ต้องหาไปควบคุมต่อยังแดนปกติภายในเรือนจำเลือกแดนให้ “ตั้ม” หวั่นเจอโจทก์ส่วนเรื่องความกังวล นายษิทรา หรือทนายตั้ม หากครบกำหนดอยู่แดนกักโรคแล้วจะต้องย้ายส่งต่อแดนใดนั้น เพราะอาจเจอคู่กรณีเป็นกลุ่ม 18 บอส ดิ ไอคอน จะมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พิจารณาตามความเหมาะสม และขณะนี้กลุ่มบอสชาย 11 คน ได้แยกแดนเป็นที่เรียบร้อย อยู่แดนละ 2-3 คนกระจายกันไป แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบคู่กรณีนายษิทราในคดีอื่นๆด้วยเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมนูอาหารมื้อเย็นในวันนี้ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นข้าวสวย ไก่ต้มขมิ้น และไข่ต้ม ส่วนทัณฑสถานหญิงกลาง เป็นข้าวสวย หลนปลาร้า ผักสด และผัดพริกแกงผักบุ้งลูกชิ้นฝั่ง “เจ๊อ้อย” ยื่นค้านประกันก่อนนี้เมื่อเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา นายสมชาติ พินิจอักษร หรือทนายเล็ก ทนายความของเจ๊อ้อย ขอยื่นคัดค้านการประกันตัวของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา พร้อมกล่าวว่า ขอยื่นคัดค้านการประกันตัวของทั้ง 2 คน การคัดค้านจะมีน้ำหนักหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เหตุผลที่คัดค้านเนื่องจากทนายตั้มมีพฤติกรรมขับรถมุ่งหน้าไปทางภาคตะวันออก มุ่งหน้าชายแดนตามที่ปรากฏในสื่อ อีกทั้งกังวลว่าหากได้รับการปล่อยตัวเกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยาน หลักฐาน ส่วนอนาคตนั้นจะมีการยื่นคัดค้านประกันตัวทุกครั้งหรือไม่ ต้องขอดูสถานการณ์เป็นครั้งๆไป ยังไม่สามารถระบุได้ หลังจากที่ทนายตั้มถูกออกหมายจับ ทางเจ๊อ้อยไม่ยินดียินร้าย เสียใจ โดยยึดอุเบกขาเป็นตัวตั้งด้าน “ตั้ม” ขอประกันเมียคนเดียวขณะเดียวกัน นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความ นายษิทรา หรือทนายตั้มและภรรยา เดินทางมาศาล อาญา พร้อมเผยว่า จะไม่ยื่นคําร้องขอประกันตัวทนายตั้ม โดยให้เหตุผลว่าที่ศาลอาญา หากเป็นคดีใหญ่ความเสียหายค่อนข้างสูงแบบนี้มีการระบุพฤติกรรมในหมายจับว่ายุ่งเหยิงกับพยานหลักหลักฐานและพยายามหลบหนี รวมถึงปล่อยข่าวว่าหนี 3 องค์ประกอบ ดังกล่าวหากไม่มีพยานหลักฐานที่มากพอสมควร หากยื่นคําร้องไปโอกาสก็แทบจะเป็นศูนย์ ดังนั้นทนายตั้มยืนยันจะไม่ขอยื่นประกันตัวในชั้นศาล แต่ทีมทนายจะยื่นคําร้องขอประกันตัวนางปทิตตา ภรรยา ทนายตั้ม หลักทรัพย์อยู่ระหว่างสอบถามกับทางศาล ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลื่อนคดีทนายตั้มฟ้องออยศรีในส่วนคดีที่นายษิทราได้ดำเนินการอยู่ในชั้นศาลเริ่มส่งผล เมื่อศาลสั่งเลื่อนสืบพยานโจทก์-จำเลย คดีหมิ่นประมาทฯ กรณีนายษิทราเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือออยศรี แอดมินเพจ เฟซบุ๊ก ออยศรี และผองเผือก เป็นจำเลย ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ศาลมีคำสั่งเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 และ 28 ก.พ.68 โดย น.ส.บุญยนุช หรือออยศรีเผยว่า ขอให้ทนายของนายษิทราจัดการให้เรียบร้อยเพื่อที่จะมาให้ตรงนัด เพราะส่วนตัวเสียเวลามากกับเรื่องนี้ทั้งที่ไม่มีอะไรเลย อยากมาสู้ให้จบๆไปสำหรับคดีความ รอวันนี้มา 1 ปีกว่า แต่วันนี้โจทก์เกิดเหตุสุดวิสัยเสียก่อน น่าเสียดายเพราะเตรียมความพร้อมที่จะขึ้นเบิกความวันนี้ หรือถ้าไม่สะดวกก็ขอให้ถอนฟ้องออกไป“บิ๊กเจ้า” สั่งสอบ ผกก.สน.บางซื่อส่วนความเคลื่อนไหวในด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง วันเดียวกันมีรายงานว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ลงนามในหนังสือเลขที่ 0015/437 ลงวันที่ 8 พ.ย.67 มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ กรณีปมเงิน 39 ล้านบาท สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 พ.ค.66 มีผู้เสียหายคือ น.ส.สารินี นุชนารถ อายุ 30 ปี ภรรยานายนุ คนสนิทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ไปบันทึกประจำวันที่ สน.บางซื่อ ระบุว่า น.ส.สารินี มีกระเป๋าเงินออนไลน์ชื่อบัญชีหนึ่งใน Gmail และโอนเงินสกุลบิทคอยน์ให้แก่บุคคลไม่ทราบชื่อสกุล โดยใช้วิธีสแกนคิวอาร์โค้ดบัญชีหนึ่ง 7 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 2,276,400 บาท หลังจากนั้นบัญชีที่เชื่อมต่อกับ Gmail ของ น.ส.สารินี และแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินออนไลน์ถูกระงับไม่สามารถเข้าได้อีก จึงมาแจ้งความให้ตำรวจตรวจสอบเจ้าของบัญชีออนไลน์ปลายทางว่าเกี่ยวข้องกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ และขอให้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด“ปม” ยอดเงินดิจิทัลไม่ตรงกันทั้งนี้ ทนายตั้มแจ้งมาดามอ้อยว่า ถูกดูดเงินจากกระเป๋าดิจิทัลกว่า 39 ล้านบาท ทำให้เจ๊อ้อยโอนเงินให้ 39 ล้านบาท ในวันที่ 25 พ.ค.66 ตามที่ทนายตั้มร้องขอจนกระทั่งเป็นเรื่องอื้อฉาว ตำรวจกองปราบปรามพบข้อพิรุธหลายอย่างทั้งเรื่องการแจ้งความ และยอดเงินไม่ตรงกัน ชุดคลี่คลายคดี บก.ป. ได้เชิญ พ.ต.อ.ภูวดล มาให้รายละเอียด ต่อมามีการเผยแพร่เอกสารบันทึกประจำวันคดีในโลกโซเชียล จนกระทั่ง ผบช.น. สั่งการให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ ดังกล่าว “ครูปรีชา” เย้ยด้วยกาแฟ–ข้าวผัดต่อมาเวลา 10.40 น. นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อขอคัดสำนวนคดีหวย 30 ล้าน พร้อมกันนี้ยังถือโอกาสนำกาแฟและข้าวผัดมาเยี่ยมนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม และนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา 2 ผู้ต้องหาในคดีที่ถูก น.ส.จตุพร อุบลเลิศ ร้องเอาผิดฉ้อโกงเงิน 71 ล้านบาทอ้างบังเอิญ ปปป.นัดพอดีครูปรีชากล่าวว่า วันนี้มาตามนัดที่พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้นัดมาคัดสำนวนคดีหวย 30 ล้าน โดยเป็นคดีตั้งแต่ปี 60 คดีดังกล่าวเป็นคดีที่เคยร้องทุกข์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทนายตั้มเป็นทนายให้ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ แต่ทนายตั้มมาล้วงความลับจากฝั่งตน โดยอาศัยความเป็นคนซื่อๆของตน เชื่อว่ามีการซื้อสำนวนคดีกันเกิดขึ้นแน่นอน เพราะตอนที่ฝั่งคู่กรณีได้เอกสารสำนวนคดีนี้มา เชื่อว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายวันนี้ก็เป็นเรื่องบังเอิญที่ทนายตั้มจะถูกนำตัวฝากขังศาล จึงนำข้าวผัดและกาแฟมามอบให้กับทั้งทนายตั้มและภรรยาด้วย ยืนยันว่ามาด้วยกัลยาณมิตร และความเป็นพี่น้องจึงมาส่งกำลังใจให้กับทนายตั้มและภรรยาให้สู้ให้เต็มที่ และเป็นกำลังใจให้กับเจ๊อ้อยด้วย เพราะตนกับเจ๊อ้อยถูกกระทำไม่ต่างกันย้อนคำพูด “ตั้ม” ล้างคุกรอแล้ว“ย้ำไม่ได้มีความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ทนายตั้ม ไม่ได้มาเยาะเย้ยแต่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่เกิดจากการกระทำของตนเอง อยากฝากสภาทนายความฯให้ตรวจสอบมรรยาททนายความของทนายตั้มด้วย อยากขอให้ทุกคนที่มีคดีความรวบรวมพยานหลักฐานไว้ให้มากที่สุด และเก็บไว้ที่ตัวเองอย่าไว้ใจใคร พนักงานสอบสวนนัดมาในวันนี้ยิ่งกว่าความบังเอิญ แต่เป็นฟ้าลิขิตถือว่ามารับน้องห้องเดียวกัน โดยตอนที่ผมเองโดนจับที่โรงเรียน ทนายตั้มเคยบอกว่าล้างคุกรอแล้ว ในวันนี้ก็อยากจะบอกทนายตั้มเหมือนกันว่าล้างคุกรอแล้วเหมือนกัน” ครูปรีชากล่าว“อัจฉริยะ” จี้ ปปป.สอบข่าว “ตั้ม” แฉนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. ขอให้ตรวจสอบกรณีนายษิทธา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เคยแถลงข่าวแฉ “บิ๊กรัฐวิสาหกิจ” แห่งหนึ่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงสูติบัตรและบัตรประชาชน เพื่อต่ออายุราชการอีก 1 ปี นายอัจฉริยะกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 18 ธ.ค.66 นายษิทธาได้แถลงข่าวที่ บริษัท ษิทธา ลอว์ เฟิร์ม แฉเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งว่ามีการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยแก้ไขเปลี่ยนแปลงสูติบัตร บัตรประชาชน ขยายระยะเวลาเกษียณตัวเองไปอีก 1 ปี ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมีอำนาจเซ็นอนุมัติโครงการตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยทนายตั้มอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่มหาดไทยให้ความร่วมมือด้วย แต่พอเรื่องนี้ร้องเรียนไปได้สองวันก็เงียบหายไป บิ๊กรัฐวิสาหกิจรายนั้นก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนี้ จึงมาร้องให้ บก.ปปป.ตรวจสอบ เชื่อว่ามีความไม่ชอบมาพากลจึงอยากให้ตรวจสอบด้วยว่ามีการคุยกันเบื้องหลังกับทนายตั้มให้เรื่องเงียบหรือไม่ก่อนแตกหัก “ตั้ม” กล่อมซื้อเรือยอชต์มีรายงานว่า สำหรับจุดแตกหักที่ทำให้ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ฉ้อโกงเงิน 71 ล้านบาท มาจากเหตุการณ์วันที่นายษิทราพา น.ส.จตุพร หรือเจ๊อ้อย ไปดูเรือยอชต์มูลค่า 300 ล้านบาท เพื่อจะให้เจ๊อ้อยซื้อ แต่ในวันดังกล่าว เจ๊อ้อยทวงถามถึงเอกสาร หรือหนังสือกรรมสิทธิ์รถเบนซ์ มูลค่า 13 ล้านบาท ที่ให้นายษิทราไปดำเนินการซื้อรถขึ้นมา แล้วนายษิทรากลับบ่ายเบี่ยงไม่นำหนังสือหรือเอกสารการครอบครองรถมาให้โดยไม่ทราบเหตุผลหรือเจตนา ทำให้เกิดมีปากเสียงกันขึ้น ก่อนที่ต่อมานายษิทราจะยอมคืนหนังสือกรรมสิทธิ์รถคันดังกล่าวให้เจ๊อ้อย แต่ถึงตอนนั้นทั้งคู่ก็เกิดหมางใจกันแล้ว รวมถึงทำให้โปรเจกต์ซื้อเรือยอชต์มูลค่า 300 ล้านบาท ต้องหยุดชะงักลงรู้ทีหลังถูกต้มลงทุนหวยออนไลน์จากเหตุดังกล่าวทำให้เจ๊อ้อยเริ่มไม่ไว้ใจนายษิทราเหมือนแต่ก่อน รวมถึงยกเลิกโปรเจกต์ซื้อเรือยอชต์มูลค่า 300 ล้านบาท ผ่านนายษิทรา พร้อมทวงถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ที่เคยนำเงิน 71 ล้านบาทให้นายษิทรา ไปว่าจ้างบริษัทผลิตแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ สร้างโปรแกรมวางระบบ และสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ก่อนทราบภายหลังว่าไม่ได้มีการว่าจ้างบริษัทดังกล่าวทำแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ตามที่กล่าวอ้างจึงพยายามทวงถามเงินกลับคืนแต่ถูกบ่ายเบี่ยง ตัดสินใจนำเรื่องแจ้งความจนนำมาสู่การตรวจสอบดำเนินคดีออกหมายจับกุมนายษิทราและภรรยาดังกล่าวหลักฐานเด็ดฟันส่วนต่างซื้อเบนซ์รายงานข่าวแจ้งอีกด้วยว่า จากแนวทางสืบสวน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญหลายอย่างที่ทำให้เชื่อว่า นายษิทรามีพฤติกรรมตั้งใจที่จะฉ้อโกงเงินจากเจ๊อ้อย โดยเฉพาะหลักฐานเอกสารจัดซื้อรถเบนซ์มูลค่า 13 ล้านบาท หลังพบว่ามีการจัดทำเอกสารใบเสร็จซื้อรถ 2 ชุด ชุดแรกเป็นใบเสร็จซื้อรถจากโชว์รูมระบุราคาจริง คือ 11.5 ล้านบาท ส่วนใบเสร็จอีกชุดที่นายษิทรานำไปแสดงให้กับเจ๊อ้อยดูนั้นเป็นใบเสร็จที่ทำขึ้นมาใหม่ ระบุตัวเลขราคารถให้สูงขึ้นจากราคาจริงคือ 13 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนต่าง 1.5 ล้านบาท เข้ากระเป๋า ข้อเท็จจริงในส่วนนี้พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. ได้สอบปากคำพนักงานขายของโชว์รูมและพยานบุคคลต่างๆไว้หมดแล้ว คำให้การของพยานเหล่านี้ก็สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเตี๊ยมคำให้การพยานสู้คดีขณะเดียวกัน จากแนวทางสืบสวน เจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่าก่อนที่นายษิทราและภรรยาจะถูกจับกุม น่าจะมีการเตรียมการไว้เป็นอย่างดี มีการโยกย้ายทรัพย์สินมีค่าออกจากบ้านพัก และตู้เซฟจนหมดเกลี้ยง คงเหลือทรัพย์บางส่วนทิ้งไว้ อีกทั้งโทรศัพท์มือถือที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไว้นั้น ยังเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ภายในเครื่องไม่มีข้อมูลใดๆบันทึกไว้ ผิดแปลกจากคนปกติทั่วไป รวมถึงเชื่อว่ามีสายข่าวคอยส่งสัญญาณแจ้งความเคลื่อน ไหวของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา นอกจากนี้จากการสอบปากคำพยานบุคคลฝั่งนายษิทรา บางรายยังยอมรับว่ามีการเตี๊ยมคำให้การหรือให้พูดตามสคริปต์ที่เตรียมมาเพื่อปิดบังข้อเท็จจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบุคคลใดเป็นผู้บงการอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่