ตำรวจส่งสำนวน 18 ลัง 156 แฟ้ม ผู้เสียหายกว่า 3,400 คน คดีดิ ไอคอน กรุ๊ป ให้ดีเอสไอแล้ว แต่ยังรับแจ้งความจากเหยื่อต่อเนื่อง เพื่อความสะดวกประชาชนมั่นใจสำนวนไม่มีช่องโหว่ รองอธิบดีดีเอสไอรับสำนวน แต่ยังไม่รู้ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษเมื่อไหร่ ต้องเข้าไปสอบสวน 18 บอสในเรือนจำก่อน พร้อมขออัยการมาเป็นที่ปรึกษาเพราะเป็นคดีใหญ่ ชี้เป้า “โค้ชแล็ป” เป็นตัวละครสำคัญที่ไม่ให้ความร่วมมือการสอบสวน เพราะเป็นคนดูแลระบบหลังบ้านให้บริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป ทั้งหมด ส่วนคดีเทวดารีดทรัพย์ยังอยู่กับตำรวจ “รองเต่า” เผยชื่อเชือดลอตแรก 5 คน มีทั้งนักการเมือง นักร้องเรียน และทนายดัง แต่ติดปัญหาทนายบอสพอลยังไม่เข้าแจ้งความ ด้าน “ทนายวิฑูรย์” เข้าเยี่ยมบอสพอลลูกความ ยันยื่นขอประกันสัปดาห์หน้า ส่วนบอสคนอื่นยังไม่รู้ พร้อมรับเป็นทนายโค้ชแล็ปเพิ่มอีกคน กาชื่อดำเนินคดีแม่ข่าย 5 คนแรก ก่อนพิจารณาทยอยเอาผิด ประกาศถ้าดิ ไอคอนฯผิดแม่ข่ายต้องผิดด้วย โวย “อัจฉริยะ” เข้าไปพบลูกความได้ยังไง กำลังพิจารณาแจ้งดำเนินคดีการสืบสวนคลี่คลายบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด (The iCon Group Co.,Ltd.) ดำเนินธุรกิจขายตรงเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ กล่าวหาหลอกให้ลงทุนและหาลูกข่ายมาเป็นสมาชิก ไม่ได้ขายสินค้าจริง สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการนำดารานักแสดงชื่อดังมาร่วมโปรโมต หลังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เดินเครื่องสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา 18 คน ตั้งแต่นายวรัตน์พล หรือบอสพอล วรัทย์วรกุล เจ้าของบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด นายยุรนันท์ หรือบอสแซม ภมรมนตรี น.ส.พีชญา หรือบอสมิน วัฒนามนตรี และนายกันต์ หรือบอสกันต์ กันตถาวร รวมถึงลูกข่ายและผู้เกี่ยวข้อง ควบคุมตัวฝากขังเข้าเรือนจำไปแล้วทั้ง 18 คน ล่าสุดเตรียมส่งสำนวนส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปดำเนินการต่อตามข้อกฎหมายตำรวจทำคดีรีดทรัพย์ดิ ไอคอนความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่ม “เทวดา” ที่รีดทรัพย์บริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด ที่ยังอยู่ในความดูแลของตำรวจ เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ต.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เผยว่า คดีคลิปเสียงของ น.ส.กฤษอนงค์ สุวรรณวงศ์ นั้น ขณะนี้ตำรวจเตรียมสอบปากคำกลุ่มบอสไว้เป็นพยาน มีประมาณ 7 คนที่เกี่ยวข้อง แต่ตำรวจจะเรียกสอบปากคำ 3 คนก็เพียงพอต่อพยานหลักฐาน ไม่จำเป็นต้องสอบปากคำทั้งหมด มั่นใจสามารถเอาผิดได้เร่งทนายบอสพอลเข้าแจ้งความ“ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างรอทนายของบอสพอล ให้เร่งมาร้องทุกข์ดำเนินคดี เบื้องต้นทนายบอสพอลนัดหมายเข้าแจ้งความวันที่ 31 ต.ค. เนื่องจากติดว่าความ แต่ตนมองว่าช้าไป กำลังหารือให้มอบทีมทนายมาแจ้งความแทนได้ เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในสัปดาห์นี้ เพราะคดีนี้เป็นคดีสำคัญ อยู่ในความสนใจของประชาชน และตนต้องการทำให้คดีนี้เป็นต้นแบบสำหรับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นจิตอาสา ทำเพื่อประชาชน แต่ไปดำเนินการมิชอบ ต้องทำให้เกิดความชัดเจน และให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย” รอง ผบช.ก.กล่าวแฉรายชื่อ “เทวดานักรีดทรัพย์”พล.ต.ต.จรูญเกียรติยืนยันว่า ไม่ได้มีการช่วยเหลือ “ดิ ไอคอน” แต่เป็นการดำเนินการกับกลุ่มที่อ้างว่าช่วยเหลือประชาชน แต่ไปบังคับขูดรีดกับเจ้าของกิจการ มีเป้าหมายที่ต้องดำเนินการรวม 4-5 คน ทั้งนาย ส. (นักการเมือง) น.ส.กฤษอนงค์ (เจ๊พัช) ทนายตั้ม และนายเอกภพ สายไหมต้องรอด แบ่งเป็นคดีนายเอกภพ สายไหมต้องรอด บก.ปอท.รับดำเนินการ คดีเรียกรับทรัพย์ 7.5 ล้านบาทของทนายตั้มให้ บก.ป.ดำเนินการ คดีคลิปเสียง น.ส.กฤษอนงค์ และนาย ส. ทาง บก.ปปป.ดำเนินการ โดยจะดำเนินการทุกคดีไปพร้อมๆกันในทุกมิติ หากผู้เสียหายมาแจ้งความตำรวจสามารถดำเนินการได้เลย แต่หากไม่มาร้องทุกข์ ตำรวจก็ไม่สามารถดำเนินการได้“รองเต่า” ยันไม่ใช่คู่ขัดแย้งทนายตั้มรอง ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ส่วนประชาชนมองว่า ตนเป็นคู่ขัดแย้งกับทนายตั้มนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แม้ทนายตั้มจะพูดเสียดสี หรือพูดไปในแนวทางที่ทำให้เจ้าหน้าที่ดูไม่มีน้ำหนัก เป็นเรื่องปกติของทนาย ตนเองไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะเป็นตำรวจอาชีพ ตนเพียง ทำตามหน้าที่ และคดีของทนายตั้มตนไม่ได้ดูเอง ดังนั้น ให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน บก.ป. ส่วนการโอนส่งมอบสำนวนคดีดิ ไอคอน กรุ๊ป ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น เป็นคนละส่วนกับคลิปเสียงหลายๆคลิปที่ตนและคณะทำงานทำอยู่ขณะนี้ส่งมอบสำนวน 18 ลังให้ดีเอสไอต่อมาเวลา 14.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. นำกล่องสำนวนคดีบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป จำกัด 18 ลัง เป็นสำนวนคดีที่รับเรื่องกับผู้เสียหายที่แจ้งความตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. ถึงวันที่ 16 ต.ค.ไปส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการรับเป็นคดีพิเศษ และยังมีสำนวนบางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการไม่แล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่จะทยอยส่งสำนวนที่เหลือให้ในภายหลังผู้เสียหายรวมกว่า 3,400 คนพล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. กล่าวว่า วันนี้มีการส่งมอบสำนวนคดีดิ ไอคอนฯ พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ทั้งหมดให้กับดีเอสไอ เบื้องต้นมีสำนวนที่ส่งในวันนี้ทั้งหมด 18 ลัง 156 แฟ้ม เป็นผู้เสียหายที่มาแจ้งความระหว่างวันที่ 10—16 ต.ค. ประกอบด้วยผู้เสียหายลำดับที่ 1-325 บางส่วนจะทยอยตามไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ บช.ก.รับผู้เสียหายไว้ปัจจุบันประมาณ 3,400 กว่าราย ไม่รวมพยานบุคคลที่สอบไว้อีกหลายปากเหยื่อยังแจ้งความตำรวจได้ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสำนวนถูกส่งไปที่ดีเอสไอแล้ว บช.ก.จะยังคงรับแจ้งความจากผู้เสียหายอยู่หรือไม่ พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบนโยบายไว้แล้วว่า ในระหว่างนี้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั่วประเทศเหมือนเดิม หรือสามารถไปแจ้งความที่ดีเอสไอก็ได้ ทางตำรวจยังทำเหมือนเดิมจนกว่าดีเอสไอจะรับเป็นคดีพิเศษ จากนั้นต้องดูว่าดีเอสไอจะประสานให้ บช.ก. ดำเนินการอะไรอีกหรือไม่ หาก บช.ก.ดำเนินการได้จะดำเนินการให้มั่นใจสำนวนไม่มีช่องโหว่ถามต่อว่า หากดีเอสไอรับสำนวนไปแล้วและยังเห็นช่องโหว่ของสำนวน บช.ก.จะส่งทีมไปช่วยทำคดีกับดีเอสไอหรือไม่ พล.ต.ต.สุวัฒน์ระบุว่า ตามกฎหมายหากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว อำนาจทั้งหมดจะอยู่ที่ดีเอสไอดำเนินการ แต่ในเรื่องที่ว่าจะมีช่องโหว่ของสำนวนนั้น ไม่น่าจะมี เพราะตอนนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวนที่ยังไม่แล้วเสร็จ ที่ส่งคดีไปเพื่อให้ดีเอสไอดำเนินการต่อให้สมบูรณ์18 บอสแจ้งความเหยื่อเป็นอีกคดีถามว่า ในส่วนที่ทนายของ 18 บอส แจ้งความผู้เสียหายให้ตกเป็นผู้ต้องหาตามกัน ตรงนี้สำนวนจะตัดเป็นอีกเลขคดีหนึ่งให้ดีเอสไอทำหรือไม่ พล.ต.ต.สุวัฒน์ตอบว่า ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาในการแจ้งความร้องทุกข์ แต่เราต้องมาพิจารณากันว่า สิ่งที่ร้องทุกข์อยู่ในอำนาจการสอบสวนของตำรวจหรือไม่ หากอยู่ในอำนาจการสอบสวนของเราก็ดำเนินการไป หากเข้าคดีพิเศษจะส่งให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอยู่ที่พยานหลักฐาน ที่ตอนนี้ตำรวจรวบรวมหลักฐานแล้ว หากพบว่ามีฐานความผิดอื่นด้วยจะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษใช้หลักเดียวกัน หากสอบสวนแล้วพบว่า มีความผิดฐานอื่นอีกจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมได้เล็งข้อหากู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงถามต่อว่า ดีเอสไอจะสามารถทำสำนวนทัน 4 ฝากหรือไม่ พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า หากแจ้งข้อหา พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนจะเพิ่มเป็น 7 ฝาก 84 วัน จะมีเวลาทำสำนวนเพิ่มขึ้น เป็นการรวมเป็นสำนวนเดียวกัน เพราะตอนนี้มีการกระทำผิดกฎหมายหลายบท จากเดิมที่เรามีพยานหลักฐานเบื้องต้นไปขออนุมัติหมายจับ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมฯ แต่สอบสวนไปแล้วพบว่า มี พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ก็อยู่ในเรื่องเดียวกันดีเอสไอเป็นแม่งานเต็มตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร.ฐานะหัวหน้าชุดทำคดีดิ ไอคอน กรุ๊ป กล่าวถึงความคืบหน้าหลังจากพนักงานสอบสวน บช.ก.นำส่งสำนวนทางคดี 2 รถตู้ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษว่า พนักงานสอบสวนชุดทำคดีนำส่งสำนวนคดีให้ดีเอสไอรับช่วงดำเนินการต่อเรียบร้อยแล้ว เป็นสำนวนที่ประกอบด้วยข้อหาหลักฐานฉ้อโกงประชาชน และข้อหาย่อยที่อยู่ในนั้นคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากนี้อำนาจหน้าที่การสอบสวนจะเป็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งหมด รวมไปถึงการออกหมายเรียกและหมายจับผู้ต้องหากลุ่มที่ 2 ดีเอสไอจะเป็นแม่งานรับผิดชอบทันทียินดีส่งพนักงานสอบสวนไปช่วยพล.ต.ท.อัคราเดชกล่าวว่า แต่เพื่อให้การดำเนิน คดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสะดวกต่อพี่น้องประชาชน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำชับให้หน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบรับแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนผู้เสียหายในคดีดังกล่าวต่อเนื่อง ยังไม่กำหนดวันสิ้นสุด หากทางกรมสอบสวนคดีพิเศษร้องขอให้ตำรวจสนับสนุนกำลังในการติดตามคดี ตร.จะส่งพนักงาน สอบสวนไปร่วมดีเอสไอรับสำนวนคดีดิ ไอคอนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เวลา 15.35 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด กก.1 บก.ปคบ. นำรถตู้ 2 คัน ขนลังพลาสติกใส่แฟ้มสำนวนคดีบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป จำนวน 20 กล่อง บรรจุแฟ้มจำนวน 156 แฟ้ม มาส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำไปพิจารณาว่าจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือไม่ หลักฐานเอกสารที่นำมามอบให้ประกอบด้วย คำให้การของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย รวมไปถึงบันทึกการจับกุม คำให้การของพยานบุคคลและผลการตรวจค้นพยานหลักฐานต่างๆ การส่งสำนวนวันนี้ เป็นเพียงการส่งสำนวน ลอตแรกจากทั้งหมด 30 กว่าลัง เกือบ 9 หมื่นแผ่น ตำรวจจะนำสำนวนมาส่งให้อีกครั้งวันที่ 29 ต.ค.ยันคดีรีดทรัพย์อยู่กับตำรวจการเดินทางมาครั้งนี้ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. เดินทางมาส่งมอบหนังสือแจ้งพฤติการณ์แห่งคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้รับมอบหนังสือและรับสำนวนคดี พล.ต.ต.วิทยา กล่าวว่า เป็นการส่งสำนวนสอบสวนที่ตำรวจสอบสวนกลางเป็นการดำเนินการรวบรวมและสอบปากคำตั้งแต่วันที่ 10-27 ต.ค. จำนวน 81,000 แผ่น กว่า 30 ลัง เพื่อให้ดีเอสไอพิจารณาต่อไปว่าคดีนี้จะเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษหรือไม่ ส่วนคดีการรีดไถเงินหรือบรรดาคลิปเสียงต่างๆ ยังคงอยู่ในอำนาจการสอบสวนของตำรวจสอบสวนกลาง ไม่ได้ส่งมาให้ดีเอสไอไม่รู้รับเป็นคดีพิเศษเมื่อไหร่ด้าน ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล กล่าวว่า หลังจากรับสำนวนจะรีบนำเข้าที่ประชุมคณะพิจารณาคดีบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป ว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ พ.ร.บ.แชร์ลูกโซ่หรือไม่ หากเข้าข่ายการกระทำความผิดและอยู่ในอำนาจตามบัญชีแนบท้ายของ พ.ร.บ.ดีเอสไอ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายจะรับเป็นคดีพิเศษ แต่ยังไม่สามารถระบุลงไปชัดเจนได้ว่าจะสามารถรับเป็นคดีได้ภายในวันพรุ่งนี้ หรือภายในเดือนหน้า หากพิจารณาแล้วไม่เข้าตาม พ.ร.ก.แชร์ลูกโซ่ จะนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารดีเอสไอพิจารณาว่า เข้าข่ายกระทำความผิดอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งซับซ้อนและกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนในการรับเป็นคดีพิเศษต้องสอบ 18 บอสในเรือนจำก่อนรองอธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า ส่วนที่หลายคนเป็นห่วงว่า ระหว่างที่ยังไม่รับเป็นคดีพิเศษจะทำให้เกิดความเสียหายต่อพยานหลักฐานหรือไม่ ยืนยันว่า ตำรวจยังมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีได้ต่อไป ทั้งในส่วนการสืบสวนและสอบสวน นอกจากนี้ หลังรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะพิจารณาตั้งคดีขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาว่า รูปแบบพฤติการณ์บริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป เข้าข่ายเป็นความผิดเรื่องการฟอกเงินหรือไม่ หากเข้าข่ายจะไปดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกครั้ง นอกจากนี้ ดีเอสไอเตรียมเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 18 คนภายในเรือนจำ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา ว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะทำคดีให้เร็วที่สุด จะประชุมพิจารณาวันที่ 29 ต.ค. เวลา 09.00 น. เป็นการประชุมปิดไม่ให้สื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพ และพิจารณาว่าจะให้ข้อมูลการประชุมภายหลังจากเสร็จสิ้นหรือไม่ หากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษยังคงต้องทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในระหว่างที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ผู้เสียหายสามารถเข้าแจ้งความกับตำรวจในช่องทางต่างๆ แต่เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้วจะแจ้งช่องทางให้ทราบอีกครั้งขออัยการมาเป็นที่ปรึกษา“ส่วนการออกหมายจับในลอตต่อไป ต้องรอให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ จะพิจารณาออกหมายจับในลอตต่อไปโดยพิจารณาร่วมกับตำรวจที่ทำคดีมาก่อนหน้านี้ สำหรับทรัพย์สินของกลุ่มเครือข่ายผู้ต้องหายืนยันว่าดีเอสไอพิสูจน์ทราบหาทรัพย์สินคู่ขนานกับตำรวจไปแล้ว สามารถยึดทรัพย์สินได้บางส่วน ส่วนทรัพย์สินที่ตำรวจยึดได้ก่อนหน้านี้จะมาหารือกันอีกครั้งว่าจะนำเข้ามาให้ดีเอสไอดูแลหรือนำเข้าไปให้ ปปง.และเพื่อให้คดีมีความรัดกุม อีกทั้งดีเอสไอประสานให้สำนักงานอัยการสูงสุดส่งพนักงานอัยการเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในคดี เพราะคดีมีรายละเอียดข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาและอาจเข้าข่ายความผิดนอกราชอาณาจักร ต้องให้อัยการพิจารณา” ร.ต.อ.วิษณุกล่าว“โค้ชแล็ป” เป็นตัวละครสำคัญร.ต.อ.วิษณุกล่าวด้วยว่า การรับหรือไม่รับคดีของดีเอสไอไม่กดดันจากด้านต่างๆ เชื่อว่าสามารถพิจารณาได้ทันก่อนกำหนดฝากขังทั้ง 4 ผัด หรือทันก่อนผู้ต้องหาติดต่อขอประกันตัวผัดต่อไป ส่วนกรณีโค้ชแล็ป หรือนายจิระวัฒน์ แสงภักดี ดีเอสไอจับตามองผู้ต้องหารายดังกล่าว เพราะเป็นผู้ดูแลระบบหลังบ้านของดิ ไอคอน เปลี่ยนทนายความเป็นคนเดียวกับบอสพอล และไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีนี้มองว่าไม่กังวลเพราะดีเอสไอมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถตรวจยึดได้จากแหล่งต่างๆ สามารถใช้พิสูจน์การกระทำความผิดและพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 18 คนได้ จึงไม่กังวลหากเปลี่ยนทนายความหรือไม่ให้ความร่วมมือ หากทนายความจะนำรายชื่อและพฤติการณ์ของแม่ทีม 5 คนเพื่อส่งหนังสือกล่าวโทษ เรื่องนี้ดีเอสไอขอพิจารณาก่อนว่าหนังสือดังกล่าวกล่าวโทษในรูปแบบใดบ้าง ต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจริงหรือไม่ สำหรับคดีคลิปเสียงบวงสรวงเทวดา นักร้องและทนายนั้น คดีเหล่านี้ตำรวจ บช.ก.จะเป็นผู้พิจารณาหาผู้กระทำความผิดแจ้งเอาผิดแม่ข่าย 29 ต.ค.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร วันเดียวกัน นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล เผยหลังเข้าเยี่ยมลูกความว่า วันนี้ตนเข้าไปอัปเดตความคืบหน้ากับบอสพอลว่า ตอนนี้สำนวนคดีถูกโอนไปยังดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากต้องยื่นเอกสารใดๆเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งการยื่นเอกสารร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบุคคลอื่น เพื่อให้เปลี่ยนสถานะจากผู้เสียหายมาเป็นผู้ต้องหาต้องไปยื่นให้ดีเอสไอแทน คาดว่าเป็นวันที่ 29 ต.ค. เวลาประมาณ 14.00 น.ขอประกันบอสพอลสัปดาห์หน้า“ส่วนการโอนสำนวนคดีจากตำรวจไปดีเอสไอ มองว่าไม่มีอะไรดีกว่าหรือเสียกว่า แค่เป็นการเปลี่ยนเจ้าภาพ เปลี่ยนคนสรุปสำนวนเท่านั้น อีกทั้งดีเอสไอมีประสบการณ์ เจ้าหน้าที่คงแยกออกว่า อะไรคือการฉ้อโกงประชาชน หรืออะไรไม่ใช่ ไม่มีผลอะไรต่อแนวทางการสู้คดี ตนอธิบายบอสพอลไปหมดแล้ว ผลเสียคงมีอยู่เรื่องเดียวคือ การที่เขายังอยู่ในเรือนจำฯ ส่วนเรื่องการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ใช่ยื่นกับดีเอสไอ แต่ต้องยื่นต่อศาลยุติธรรม เบื้องต้นคาดว่าจะยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวสัปดาห์หน้า เราไม่ได้คาดหวังแต่การได้รับการประกันตัวชั่วคราวจะช่วยให้สามารถออกมาสู้คดีได้ เพราะมันยังมีข้อเท็จจริงและเอกสารที่พวกเขาต้องอธิบาย แต่ในส่วนของบอสดารา ไม่ทราบว่าจะยื่นประกันตัวชั่วคราวหรือไม่” ทนายวิฑูรย์กล่าวกาชื่อแม่ข่ายรวม “กบไมโคร”นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นหลักๆที่พูดคุยกับบอสพอลคือ กรณีตีเนียนเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากไปรวบรวมรายชื่อผ่านโครงการ iConHelp ที่แน่นอนแล้วว่าจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ 5 คน ประกอบด้วย 1.คุณฮัท (ขอสงวนชื่อสกุล) 2.คุณลูกตาล (ขอสงวนชื่อสกุล) 3.คุณกบไมโคร (ขอสงวนชื่อสกุล) 4.คุณหนึ่งฟ้า (ขอสงวนชื่อสกุล) และ 5.คุณอโนทัย (ขอสงวนชื่อสกุล) ส่วนใหญ่คือบุคคลที่ไปออกรายการชื่อดัง เห็นเป็นตัวเป็นตน ล้วนมีพฤติการณ์เป็นแม่ทีม แต่ตีเนียนเป็นผู้เสียหาย เป็นบุคคลที่มีตัวแทนในสังกัดเยอะ ได้กำไรจากบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด หลายล้านบาท แต่สั่งซื้อของจากบริษัทไปเท่าไร หากลูกความเรามีความผิดอย่างไร คุณต้องมีความผิดตามนั้นเอาผิดแม่ข่ายอื่นด้วยถ้าตีเนียนนายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณี 2,000 รายชื่อก่อนหน้านี้ ตนต้องไปตรวจสอบกับระบบ iConHelp เพราะถ้าไปแจ้งความไว้ แต่จริงๆแล้วเป็นแม่ทีมก็ไม่รอด สำหรับพฤติกรรมของแม่ทีมคือ คนที่มีตัวแทนอยู่ในสังกัด และไปบอกให้ตัวแทนมาเปิดบิล 250,000 บาทกับดิ ไอคอนฯโดยที่ 18 บอสไม่รู้เรื่องเลย ไปชักชวนให้คนมาเปิดบิลโดยไม่ได้ประเมินความสามารถของตัวแทน ดังนั้น ถ้าเราโดนคุณก็ต้องโดนด้วย ยืนยันว่าไม่ใช่เทคนิคที่เอาผู้เสียหายมาเป็นผู้ต้องหาแล้วทำให้เรารอด เพราะเราซวย เราโชคร้าย เราถูกดำเนินคดี คุณต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกับเราจะมาลอยตัวไม่ได้ ต้องพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรมเหมือนเรากำลังพิสูจน์อยู่ยันไม่ได้ขู่แต่ใช้สิทธิ์“ส่วนทำไมก่อนหน้านี้ไม่มาเอาผิดแม่ข่าย ผมเพิ่งมาเป็นทนายความ แต่การเอาผิดพวกเขาเพราะเรายืนยันว่าธุรกิจบริษัทดิ ไอคอนฯไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้ฉ้อโกงประชาชน ส่วนทั้ง 5 คนที่จะขยับเป็นผู้ต้องหากี่คน ขอเวลาไปตรวจสอบก่อนแต่อาจมีหลายราย คิดว่าอาจถึงหลักร้อยคน ส่วนถ้าทั้ง 5 คนจะเคลียร์มองว่ามันเป็นเรื่องในอนาคต แต่ถ้าเป็นผู้เสียหายจริงต้องกล้าขึ้นศาล หลังจากนี้จะไปขอคัดหนังสือจาก บก.ป.ว่าบรรดาผู้เสียหายมีใครบ้าง จะได้ไปตรวจสอบว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ ถ้าไม่ จะเปลี่ยนสถานะให้เป็นผู้ต้องหา ย้ำว่าเราไม่ได้ข่มขู่ แต่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย” ทนายวิฑูรย์กล่าวรับเป็นทนาย “โค้ชแล็ป” แล้วนายวิฑูรย์กล่าวว่า วันนี้ตนเข้ามาเป็นทนายความให้นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือโค้ชแล็ป เต็มตัวแล้ว จากเดิมที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จะเข้ามาเป็นผู้รับมอบอำนาจ ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้นตนขอยืนยันว่า โค้ชแล็ปไม่ได้เชิญนายอัจฉริยะเข้าไปพบ แต่นายอัจฉริยะเข้าไปในฐานะใดไม่ทราบ แต่อ้างว่าภรรยาของโค้ชแล็ปและเพื่อนรุ่นพี่ติดต่อให้เข้าไปข้างใน โค้ชแล็ปไม่ได้รู้เห็น หากเขารู้เห็นว่าภรรยาเขาติดต่อให้นายอัจฉริยะเข้าไปจริง เขาต้องเซ็นมอบอำนาจซึ่งไม่ได้เซ็น แปลว่าไม่ได้ยินยอม อีกทั้งการจะเยี่ยมผู้ต้องขังมันต้องเยี่ยมโดยการยินยอมจากผู้ต้องขังเท่านั้น ญาติจะไปยินยอมไม่ได้ ดังนั้น นายอัจฉริยะเข้าไปโดยไม่ได้รับการยินยอมจากโค้ชแล็ปโวย “อัจฉริยะ” ไปหาลูกความ“ผมทำหนังสือถึง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯให้ดำเนินการตรวจสอบ หากไม่เชื่อตามที่ทีมทนายความของคุณปีเตอร์เห็นว่านายอัจฉริยะเดินเข้าออกห้องพนักงานสอบสวนเรือนจำฯหรือไม่เชื่อว่าโค้ชแล็ปเห็นนายอัจฉริยะอยู่ในห้องดังกล่าว ขอให้เรือนจำฯช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิด และให้ ผบ.เรือนจำฯ วินิจฉัยตามสมควรว่า ท่านจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ สำหรับการเข้าไปในห้องพนักงานสอบสวนเรือนจำฯของนายอัจฉริยะ ผมไม่ทราบว่าเข้าไปในลักษณะคุยหรือสังเกตการณ์ แต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนอยู่ในห้องด้วย ตำรวจเข้าได้อยู่แล้วหากขออนุญาต เข้าไปเพื่อขอข้อมูล ต้องแฟร์กับตำรวจ แต่กรณีนายอัจฉริยะเข้าไปได้อย่างไร ไม่ทราบ ทางตำรวจยอมให้อัจฉริยะเข้าไปด้วยได้อย่างไร ตรงนี้ตำรวจต้องสอบสวนกันเอง ส่วนกรณีที่นายอัจฉริยะอ้างว่าเรือนจำอนุญาต ขอชี้แจงว่า ผบ.เรือนจำฯ กล่าวว่า โค้ชแล็ปไม่ได้อนุญาต คนที่จะอนุญาตได้คือผู้ต้องขังเท่านั้น” ทนายวิฑูรย์กล่าวกำลังพิจารณาดำเนินคดีนายวิฑูรย์กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กรณีนายอัจฉริยะอ้างในแถลงการณ์ว่าทำตามระเบียบทุกอย่าง ตนขอย้ำว่า ผบ.เรือนจำฯบอกว่าไม่ใช่ โค้ชแล็ปไม่ได้ยินยอมให้เข้าไป และเรือนจำไม่มีข้อความอนุญาตให้นายอัจฉริยะเข้าไปในห้องพนักงานสอบสวนเรือนจำ การที่กล่าวอ้างว่าได้รับความยินยอมจากเรือนจำคือ การกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ส่วนรายชื่อที่ติดอยู่กับตำรวจตนไม่แน่ใจ แต่ถ้ามีรายชื่อนายอัจฉริยะอยู่ในกลุ่มตำรวจ อันนี้ต้องเป็นที่แปลกใจแล้วว่านายอัจฉริยะชี้นำสำนวนหรือไม่ แต่ตนมองว่าคงไม่ใช่ เพราะกองปราบปรามคงไม่ยอมให้บุคคลภายนอกไปชี้นำสำนวนแน่นอน ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีตำรวจ ส่วนกรณีว่าโค้ชแล็ปจะดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะหรือไม่ ขอเข้าไปพูดคุยกับโค้ชแล็ปวันพรุ่งนี้แทน มองพฤติกรรมนายอัจฉริยะอยากเข้ามาแทรกแซงการทำงานฝั่งเรามากกว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจคดีดิ ไอคอนที่รัฐสภาในการประชุมวุฒิสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดนายชิบ จิตนิยม สว.สอบถาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงการแก้ปัญหาเครือข่ายดิ ไอคอน กรุ๊ป ว่า ล่าสุดวันที่ 27 ต.ค. มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความ 9,472 คน ความเสียหายเกือบ 3,000 ล้านบาท ระบาดเกือบ 20 ประเทศ การส่งคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษถูกต้องหรือไม่ หากดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา อาจต้องปล่อยผู้ต้องหาจากการคุมขัง ขณะที่การป้องกันใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้คนมีชื่อเสียงมาหลอกประชาชนจะมีแนวทางอย่างไร นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ มีมาตรการป้องกันใช้แพลตฟอร์มออนไลน์หลอกประชาชนผ่านธุรกิจขายตรง ทั้ง พ.ร.บ.ขายตรง พ.ร.บ.การกู้ยืมเงิน พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ สมาคมโฆษณาและผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงต้องร่วมตรวจสอบข้อมูล รัฐบาลควบคุมการโฆษณาเกินจริง ป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ทราบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะโอนคดีหลักเข้าสู่ดีเอสไอเป็นคดีพิเศษ อาจเข้าข่ายความผิดฟอกเงิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หากพบใครเกี่ยวข้องจะดำเนินคดีเด็ดขาดกมธ.เกาะติด ว.วชิรเมธีรุกป่าด้านนางเอมอร ศรีกงพาน สว.ฐานะประธานกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีพระ ว.วชิรเมธี ถูกวิจารณ์เกี่ยวข้องกับคดีดิ ไอคอน กรุ๊ป และกรณีไร่เชิญตะวันบุกรุกที่ป่าสงวนว่า ที่ประชุม กมธ.ไม่นิ่งนอนใจเรื่องนี้ เป็นเรื่องความสำคัญต่อประชาชน ส่วนนายวราวุธ ตีระนันทน์ สว.ฐานะ กมธ. ศาสนาฯ กล่าวว่า กมธ.เห็นว่า กรณี ว.วชิรเมธี มี 3 หลักคือ 1.พระธรรมวินัยที่คณะสงฆ์ต้องพิจารณา 2.เรื่องกฎหมาย 3.กมธ.ตระหนักดี เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เป็นเรื่องสำคัญของพุทธศาสนา ท่าน ว.วชิรเมธี เป็นพระผู้ใหญ่ จะผิดจะถูก ไม่สามารถรู้ได้ ขณะนี้ประธาน กมธ.มอบให้ตนแสวงหาข้อเท็จจริง และจะนัดประชุม หากได้ข้อเท็จจริงจะแจ้งให้ทราบต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่