วันนี้ไปดูการเมืองสหรัฐฯกันนะครับ คณะผู้แทนเลือกตั้ง ในที่ประชุมใหญ่พรรครีพับลิกัน ที่เมืองมิลวอกี รัฐโอไฮโอ มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันจันทร์ ให้การรับรอง นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกสมัยในการเลือกตั้ง 5 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่ทรัมป์รอดตายอย่างหวุดหวิด จากการลอบยิงสังหารที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนียเพียงสองวัน และ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจเลือก นายเจ.ดี.แวนซ์ วุฒิสมาชิกรัฐโอไฮโอ ลงชิงเก้าอี้ รองประธานาธิบดี คู่กับเขา ทรัมป์ โพสต์ลงในทรูธโซเชียลระบุ เจ.ดี.แวนซ์ เหมาะสมที่จะเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯคู่กับเขาเพื่อ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” Make America Great Againเป็นอันว่าเราได้เห็นหน้าตา ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ จาก พรรคเดโมแครต และ พรรครีพับลิกัน กันแล้ว ชาวอเมริกัน 340 ล้านคนไม่มีทางเลือกมากกว่านี้ ไม่เลือก ไบเดน ก็ต้องเลือก ทรัมป์ผมลองเปรียบเทียบคู่ชิง ว่าที่ประธานาธิบดี และ ว่าที่รองประธานาธิบดี สองค่ายนี้แล้ว ขอฟันธงล่วงหน้าเลยว่า คู่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ และ เจ.ดี.แวนซ์ ได้เปรียบคู่ของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และ นางกมลา แฮร์ริส อยู่หลายขุมทีเดียว ทรัมป์ วันนี้ได้เปรียบ ไบเดน แน่นอน เพราะในพรรคเดโมแครตเองก็ยังเรียกร้องให้ไบเดนถอนตัวออกจากการลงเลือกตั้งครั้งนี้ นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี ก็ไม่มีผลงานอะไรที่ให้จดจำสักชิ้นเดียว แต่ นายเจ.ดี. แวนซ์ วุฒิสมาชิกรัฐโอไฮโอ เป็นที่ชื่นชอบของมหาเศรษฐีสหรัฐฯ และนายทุนบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เพราะ เจ.ดี.แวนซ์ กับ ทรัมป์ มีนโยบายที่ตรงกัน ถ้าชนะการเลือกตั้งจะลดภาษีนิติบุคคลลงแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งเป็นจรวดเลยทีเดียวการเมืองในสหรัฐฯทุกวันนี้ ถูกครอบงำด้วยเงินทุนจากนายทุนยักษ์ใหญ่ และ ล็อบบี้ยิสต์ ที่มุ่งผลประโยชน์จาก “ธุรกิจการเมือง” จนเกิดนโยบายที่เรียกกันว่า “การทุจริตเชิงระบบ” หรือ “การทุจริตเชิงนโยบาย” ที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือน “ประเทศสารขัณฑ์” แถวนี้ยังไงยังงั้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งที่แล้วในปี 2020 โจ ไบเดน ชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ วีโอเอ (Voice of America) รายงานว่า กลุ่มสังเกตการณ์ที่ชื่อ Center for Responsive Politics (CRP) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางเงินเข้าออกของภาคการเมืองของประเทศ เปิดเผยว่า มีเงินจากองค์กรไม่แสวงหากำไร รวมทั้งกลุ่มและองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง บริจาคเงินให้กับโครงการหาเสียงของสองพรรคการเมืองใหญ่มากเป็นประวัติการณ์ ตามกฎหมายสหรัฐฯ องค์กรเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเปิดตัวตนในการบริจาคเงิน ให้โครงการหาเสียงของพรรคการเมือง ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ส่งเงินผ่านองค์กรเหล่านี้โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ เรียกกันว่า Dark Money หรือ “เงินมืด” ที่ทุ่มจากบริษัทธุรกิจยักษ์ใหญ่จำนวนมหาศาลปี 2010 ศาลสูงสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษาว่า รัฐบาลไม่สามารถจำกัดการใช้จ่ายด้านกิจกรรมทางการเมือง โดยบริษัทหรือสหภาพแรงงานใดๆได้คำพิพากษานี้ เปิดช่องให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินสนับสนุนนักการเมืองได้เต็มที่ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว หอการค้าสหรัฐฯ บริจาคเงินเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ กว่า 36,000 ล้านบาท สนับสนุนกิจกรรมเลือกตั้งโดยตรง การเปิดช่องให้บริจาคเงินแบบนี้ เปิดโอกาสให้ผู้บริจาคที่รํ่ารวยมีอิทธิพลเหนือการเลือกตั้ง และเหนือรัฐบาลสหรัฐฯ มีรายงานว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว กลุ่มองค์กร และ บริษัทเทียม ได้บริจาคเงินผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไรแบบนี้ ให้กับพรรครีพับลิกันและเดโมแครตกันมากมายส่งผลให้เกิดเป็น “ธุรกิจการเมือง” ในสหรัฐฯเติบโตอย่างเป็นลํ่าเป็นสันนโยบายที่ขัดความรู้สึกของคนทั้งโลก อาทิ การกีดกันทางการค้า สงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน ล้วนเป็นนโยบายที่ส่งผ่านมาจาก “ธุรกิจการเมือง” ของบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ที่บริจาคเงินก้อนโตให้กับนักการเมืองและพรรคการเมืองนั่นเอง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม