บทบาทอัยการ ไม่ใช่แค่เอาคนเข้าคุก!อีกบทบาทที่คนไม่รู้คือ พยายามแก้ไขฟื้นฟูคนที่ผิดพลาด และ “อย่าเอาคนดีเข้าคุก”เมื่อ 20 ปีก่อน มีนักข่าวตระเวนไทยรัฐไปเจอข่าวพนักงานลักทรัพย์ซาลาเปา 2 ลูกของนายจ้างห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ตามระเบียบต้องเอาไปทิ้ง แต่เธอฝ่าฝืนแอบเอาซาลาเปาซุกซ่อนออกมาจนถูกจับตำรวจนครบาลทำหน้าที่ราวหุ่นยนต์ ตั้งข้อหาหนักลักทรัพย์นายจ้าง!แต่นักข่าวตระเวนตามขุด พบว่าผู้ต้องหาอายุแค่ 16 ปีเป็นพนักงานรายวันรายได้น้อย ต้องเลี้ยงดูครอบครัวมีลูกเล็กๆอยู่บ้าน แต่นายจ้างกับตำรวจตรงเป็นไม้บรรทัด ทำสำนวนส่งอัยการนายสุชาติ ไตรประสิทธิ์ อัยการสูงสุด ขณะนั้น (ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว) สะดุดข่าวใน นสพ.ไทยรัฐ สอบถามนักข่าวไทยรัฐสายศาล อัยการ และสภาทนายความ ได้ข้อมูลว่า พื้นเพผู้ต้องหาเป็นคนยากจนจริง ไม่มีเงินจ้างทนาย ไม่รู้จักใคร หากถูกจับขังเท่ากับพังเสาหลักของครอบครัว!สั่งให้อัยการเจ้าของสำนวนสอบเพิ่มเติมพบว่า ไม่มีประวัติกระทำความผิด ความเสียหายของนายจ้างเพียง 20 บาท และยังมีลูกกับแม่รวม 5 ชีวิตรอความหวังอยู่ที่บ้านนายสุชาติสั่งเรียกสำนวนตาม พ.ร.บ.อัยการ (เดิม) มาสั่งคดีเอง “พิจารณาแล้วผู้ต้องหาอายุยังน้อย เป็นหัวหน้าครอบครัว ฐานะยากจน ต้องรับภาระเลี้ยงดูบุคคลที่ไม่อาจพึ่งพาตนเองได้ เมื่อผู้ต้องหาถูกคุมขังมาพอสมควรแล้ว ประกอบกับไม่เคยมีประวัติถูกดำเนินคดีมาก่อน ความเสียหายเล็กน้อย ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ”เห็นว่า หากฟ้องคดีทำให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษจำคุก แม้ระยะสั้น แต่ไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดแก่ครอบครัว จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาคดีนี้กลายเป็น “คดีครู” ของทนายแผ่นดิน เรียกว่าคดีเด็กซาลาเปา เอาไปสัมมนาอบรมนักกฎหมาย เป็นตัวอย่างของนักกฎหมายมืออาชีพที่ใช้กฎหมายโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่มองเฉพาะตัวอักษรเป็นที่มาของการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ 2553 เรื่องการสั่งคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมาตรา 21 วรรคสองไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อเดือน พ.ค.2567 เกิดเหตุคล้ายกันซ้ำรอยอีก? (อ่านต่อพรุ่งนี้)สหบาทคลิกอ่านคอลัมน์ “ส่องตำรวจ” เพิ่มเติม