ครบรอบ 92 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย นับจากวันที่ 24 มิ.ย.2475 มาจนถึงปัจจุบัน กับการเปลี่ยนแปลง ของสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทางการเมือง สลับซับซ้อน แต่ยังอยู่ภายใต้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ไม่เปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ในสองสถานการณ์ คือ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (เป็นของประชาชนครึ่ง เป็นของคนร่างรัฐธรรมนูญอีกครึ่ง) และ การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยอำนาจจากปลายประบอกปืนการรัฐประหารในประเทศไทย ไม่มีการป้องกันหรือมีวิธีแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และไม่มีใครรับประกันได้ว่า จะไม่เกิดการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก จำแนกตามนิยามของการปฏิวัติการรัฐประหารและการยึดอำนาจ มีรายละเอียดและความแตกต่างกันออกไปอีก จนกลายเป็นจารีตประเพณี (ที่ไม่มีการยอมรับ) เช่น การพ่ายแพ้ในการชุมนุมประท้วงของประชาชนให้กับกองทัพ ความขัดแย้งในการชิงอำนาจทางการเมืองเปิดช่อง ให้กองทัพเข้ามายึดอำนาจการบริหารจากรัฐบาล หรือความขัดแย้ง ระหว่างการเมืองกับกองทัพ หรือเป็นความขัดแย้งชิงอำนาจระหว่างกองทัพกับกองทัพ การเมืองกับการเมือง แต่ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยอ่อนแอ เผด็จการซ่อนรูปองค์กรอิสระ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ กองทัพ นักการเมือง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญขององคาพยพ ประชาธิปไตยอ่อนแอและเผด็จการซ่อนรูป การเลือกตั้ง เป็นวันเดียวที่อำนาจอยู่ในมือประชาชนก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชน จะมีอิสระในการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในการโฆษณาชวนเชื่อ อามิสสินจ้าง และอิทธิพลทางการเมืองชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ อดีตประธานสภา อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไปพูดบนเวทีเสวนา เมืองไทยวันนี้...มีอะไรผ่านประสบการณ์การเมืองมามากมาย ยังมองว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นระบบที่ให้สิทธิประชาชน มากที่สุด มีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ยึดหลักนิติธรรมในการปกครอง แต่ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน เป็นหัวใจหลัก ถูกต้องถูก ผิดต้องผิด ถ้าเรายกเว้นเมืองไทยของเราไปไม่รอดแน่“ผมได้อภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ถึงรัฐบาลนี้ที่เลือกช่วยพวกตัวเองมากกว่ายึดหลักนิติธรรม โดยเฉพาะการช่วยนักโทษ จึงไม่สามารถพูดได้ว่า รัฐบาลได้ยึดหลักนิติธรรม เพราะทำให้หลักกฎหมายมีปัญหา”ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีคำพูดคำพูดหนึ่งที่มักจะยกมาใช้กัน มากในเวลาบ้านเมืองเกิดวิกฤติก็คือ ยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด วันนี้ดูเจือจางลง และทุกปัญหาที่กลายเป็นความขัดแย้งนำไปสู่ วิกฤติประเทศทุกครั้งเช่นกันก็คือ หลักนิติธรรม ลำเอียง กลายเป็น ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง ในอดีตเป็นชนวน ให้คนหลงผิดเข้าป่าเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม เลยถูกตราหน้าว่า เป็นพวกคอมมิวนิสต์ ใช้ยุทธวิธีเอาป่าล้อมเมืองเข้าสู้แต่วันนี้การต่อสู้เปลี่ยนไป เอาเมืองล้อมป่า เป็นฟางเส้นสุดท้าย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม