ผู้นำโลกยุคนี้มีหลายสไตล์ ตั้งแต่ "ผู้นำแบบมนุษย์ลุง" ที่ชอบทำแล้วทำอยู่ทำต่อ หวงเก้าอี้ไม่ยอมลงจากตำแหน่ง ไปจนถึง “ผู้นำหัวร้อน” อ่อนไหวกับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนกลบความเก่งความขยันสู้งาน และ "ผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรง" ที่ตั้งใจเข้ามาเพื่อรื้อแก้ระบบเก่า จนอาจหลงลืมคุณค่าของรากเหง้าเดิมพูดถึงภาวะผู้นำ “จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์” เขียนไว้อย่างน่าสนใจใน “The 5 Levels of Leadership” ภาวะผู้นำ 5 ระดับ โดยกลั่นจากประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่เดินสายบรรยายเรื่องภาวะผู้นำมาแล้วทั่วทุกมุมโลกเขาจำแนกให้เห็นว่า การเป็น “ผู้นำ” ต่างจาก “หัวหน้า” อย่างสิ้นเชิง ก็ตรงที่ “ผู้นำ” จะเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำ สร้างแรงบันดาลใจ, สนับสนุน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกน้อง รวมถึงให้ความสำคัญกับงานและคนในทีมไปพร้อมๆกัน ขณะที่ “หัวหน้า” จะเป็นผู้ที่คอยสั่งการและควบคุมลูกน้อง ให้ความสำคัญกับผลงานมากกว่าคนในทีม โดยไม่ได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยพัฒนาลูกน้องให้เก่งขึ้น เพราะกลัวถูกทาบรัศมี ด้วยเหตุนี้ “ภาวะความเป็นผู้นำ” จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนองค์กร และประเทศชาติ หากเรามีผู้นำที่มีภาวะความเป็นผู้นำสูง มากกว่าทำตัวชี้นิ้วเป็นหัวหน้า ไม่ว่าจะองค์กรไหน หรือประเทศไหน ก็ย่อมพัฒนาไปในทางที่เจริญก้าวหน้า ไม่ถอยหลังเข้าคลองตามทัศนะของ “แม็กซ์เวลล์” แบ่ง “ภาวะความเป็นผู้นำ” ออกเป็นหลายระดับ ตามเกณฑ์ความสามารถ และการได้รับความเคารพนับถือจากลูกน้อง ภาวะผู้นำ 5 ระดับ ประกอบด้วย“Position Level” ผู้นำโดยตำแหน่ง คือ ผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้ง ลูกน้องจะเชื่อฟังคำสั่ง เพราะมีหัวโขนขึ้นชื่อว่าได้ตำแหน่งเป็นผู้นำ“Permission Level” ผู้นำโดยความสัมพันธ์ คือ ผู้นำที่คนชื่นชอบ ลูกน้องทำตามคำสั่ง เพราะสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมได้ดี อาจมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่งก็ได้ แต่ได้รับการยอมรับให้เป็นหัวโจกของกลุ่มเสมอ“Production Level” ผู้นำโดยผลลัพธ์ คือ ผู้นำที่มีผลงานประสบความสำเร็จเป็นที่จับต้องได้ ลูกน้องเชื่อฟังและยอมรับในฝีไม้ลายมือด้วยใจจริง เพราะเชื่อมั่นในความสามารถของผู้นำ“People Development Level” ผู้นำโดยการสร้างคน คือ ผู้นำที่เน้นผลักดันศักยภาพและความสามารถของคนในทีมอย่างเต็มที่ ช่วยพัฒนาลูกน้องให้เติบโตจนเป็นผู้นำในอนาคตได้ เป็นนักปั้นมือทองที่องค์กรไหนก็อยากได้ตัวไปช่วยพัฒนาบุคลากร“Pinnacle Level” ผู้นำโดยความเคารพนับถือ คือ ผู้นำที่ได้รับความเคารพรักและศรัทธาจากลูกน้อง โดยเป็นที่ยอมรับทั้งจากความรู้ความสามารถ, ผลงานเป็นที่ประจักษ์ และการมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ผู้นำระดับนี้ถือเป็นสุดยอดเซียนระดับสูงสุดของภาวะผู้นำ ไม่ว่าจะมีหัวโขน หรือวางมือจากวงการไปแล้ว ก็ยังขึ้นหิ้งเป็นตัวอย่างของผู้นำที่โลกสรรเสริญใช่ว่าความเป็นผู้นำจะพัฒนาไม่ได้ “แม็กซ์เวลล์” เสนอแนะไว้ว่า ควรเริ่มต้นพัฒนาไปทีละระดับ โดยการพัฒนาจากระดับที่ 1 ไประดับที่ 2 ควรเริ่มจากการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์, เปิดใจรับฟัง และทำความเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในทีม ส่วนการพัฒนาจากระดับที่ 2 สู่ระดับที่ 3 ควรเน้นการสื่อสารวิสัยทัศน์, ทิศทางการทำงาน และมอบหมายงานอย่างชัดเจน รวมถึงพัฒนาทักษะเรื่องการบริหารงาน, บริหารเวลา และบริหารคนให้มีประสิทธิภาพการพัฒนาจากระดับที่ 3 ไประดับที่ 4 ควรเรียนรู้วิธีการให้คำปรึกษาโค้ชชิ่ง และพัฒนาคนในทีม โดยต้องเชื่อมั่นในตัวลูกน้อง และกล้ามอบหมายงานที่ท้าทายมากขึ้น เพื่อดึงศักยภาพของพวกเขาออกมาให้ได้มากที่สุด หมดยุคแล้วประเภทเหยียบลูกน้องให้จมดิน เพราะกลัวเด่นเทียบรัศมีตนยากสุดคือ การพัฒนาจากระดับที่ 4 ไประดับที่ 5 สู่การเป็นผู้นำโดยความเคารพนับถือ ได้รับการยอมรับให้เป็นแบบอย่างของคนทั่วไป ผู้นำต้นแบบจะต้องสามารถวางแผนภาพใหญ่ของงานได้อย่างครอบคลุม, คอยติดตามผลงานและคนในทีม รวมถึงสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ หากทำได้เช่นนี้ก็จะได้รับการยอมรับนับถือจากลูกน้องในที่สุดหลายคนเป็นผู้นำที่ “เก่งงาน” แต่ไม่ “เก่งคน” ทำให้การนำทีมมีปัญหา ในขณะที่บางคน “เก่งคน” แต่ไม่ค่อยเอางาน ก็เป็นได้แค่หัวหน้าโดยตำแหน่ง แต่ไม่ใช่ผู้นำในฝัน เพราะลูกน้องไม่ศรัทธา.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม