นับเป็นเหตุการณ์ตึงเครียดทางความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง กรณีสถานกงสุล “อิหร่าน” ในกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ถูกทิ้งระเบิดใส่จากฟากฟ้า จนพังราบเป็นหน้ากลอง เจ้าหน้าที่ภายในเสียชีวิตทั้งหมด 7 รายในจำนวนนี้ รวมถึงพลจัตวาโมฮัมหมัด เรซา ซาเฮดี สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) และคณะนายทหารอิหร่านที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่กองทัพซีเรีย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซีเรียที่รักษาความปลอดภัยสถานกงสุลอิหร่านใจกลางเมืองหลวงของซีเรียพลจัตวาซาเฮดี ถือเป็นนายทหารระดับสูงของหน่วยรบคุดส์ ซึ่งถือเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษหัวกะทิของกองทัพอิหร่าน รับผิดชอบการสู้รบนอกรูปแบบทั้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก จากข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยหลังเกิดเหตุ พบว่าพลจัตวาซาเฮดีได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบปฏิบัติการใต้ดินของหน่วยรบคุดส์ในประเทศ “เลบานอน-ซีเรีย” ทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิสราเอลถือเป็นความสูญเสียอีกครั้งของฝ่ายความมั่นคงอิหร่าน คล้ายคลึงกับเหตุการณ์กองทัพสหรัฐอเมริกา ใช้โดรนไร้คนลอบสังหาร พล.ท.คาสเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบคุดส์ ที่สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ในเดือน ม.ค.2563 นักการทูตอิหร่านที่รู้จักกันเปิดเผยหลายปีหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า พล.ท.โซไลมานี เป็นกุนซือสำคัญในการกำจัดกองกำลังรัฐอิสลาม (IS) จนหมดฤทธิ์เดชในอิรักและประเทศรอบพรมแดนแม้จะไม่มีใครออกมารับผิดชอบในเหตุการณ์โจมตีสถานกงสุลอิหร่าน ในกรุงดามัสกัสของซีเรีย แต่รายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯของสำนักข่าวแอกซิออสเปิดเผยว่า รัฐบาลอเมริกันได้รับคำเตือนจากทางการ “อิสราเอล” ไม่กี่นาทีก่อนเกิดการโจมตี แต่อิสราเอลไม่ได้บอกกับสหรัฐฯว่าเป้าหมายคือ “สถานกงสุล” พื้นที่การทูต (ซึ่งถือเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตย) และหลังเหตุการณ์ทางวอชิงตันได้แจ้งต่อเตหะรานไปแล้วว่า สหรัฐฯไม่เกี่ยวข้อง กับการโจมตีครั้งนี้แต่อย่างใด ขณะที่รัฐบาลอิหร่านซึ่งมีจุดยืนความเป็นศัตรูกับอิสราเอลมาช้านาน กล่าวหาชัดเจนเลยว่า ปฏิบัติการถล่มสถานกงสุลในซีเรีย เป็นการโจมตีโดยเครื่องบินรบพรางเรดาร์รุ่น F-35 ของกองทัพอากาศอิสราเอล โดยประธานาธิบดีอิบราฮิม ระอิซี แห่งอิหร่าน ประกาศกร้าวว่า “พวกไซออนนิสต์จักต้องรับรู้ว่า จะไม่มีวันบรรลุเป้าหมายอันชั่วร้ายได้สำเร็จด้วยการกระทำที่ไร้ความเป็นคนเยี่ยงนี้ ยิ่งเวลาผ่านไปแต่ละวัน แนวร่วมของประเทศที่มีอิสระและรับไม่ได้กับการไร้ความชอบธรรมของพวกไซออนนิสต์ จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และการก่ออาชญากรรมอันขี้ขลาดครั้งนี้ จะต้องมีการเอาคืน”หลังการเสียชีวิตของ พล.ท.โซไลมานี โดยฝีมือของกองทัพสหรัฐฯในปี 2563 กองทัพอิหร่านได้ปฏิบัติการใช้ขีปนาวุธโจมตีค่ายทหารอเมริกันหลายแห่งในประเทศอิรัก แต่ได้มีการ “ยั้งกระบี่ไว้ไมตรี” ทางการอิหร่านแจ้งเตือนไปยังกองทัพสหรัฐฯหลายชั่วโมงก่อนจะกดปุ่มมิสไซส์ เนื่องจากไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งกับมหาอำนาจ และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดสงครามครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สุดท้ายเลยมีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บ ไม่ถึงขั้นเสียชีวิตอย่างไรก็ตาม สำหรับอิสราเอลที่อิหร่านเรียกว่าไซออนนิสต์นั้นถือว่ามีความแตกต่างกัน เพราะจุดยืนของรัฐบาลอิหร่านคือ ไม่ยอมรับในความเป็นรัฐของอิสราเอล มองว่ามาแย่งดินแดนของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม พร้อมประกาศเป็นระยะๆว่า หากเป็นไปได้ก็อยาก “ลบออกจากแผนที่” จึงเป็นคำถามสำคัญว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อิหร่านจะตอบโต้เช่นไรและหนักหน่วงเพียงใดโดยเฉพาะเรื่องการเดินเกมใต้ดินที่อิหร่านสะสมพละกำลังและอิทธิพลมาอย่างยาวนานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยิ่งหากมองในลักษณะแผนที่แล้วก็จะเห็นว่า มีขุมกำลังรายล้อมไปทุกด้าน ไล่ตั้งแต่การถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ชี้แนะกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่ม “ฮามาส” ทำการโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ต.ค.2566 จาก “ฉนวนกาซา” มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 คน หรือการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกองกำลังติดอาวุธกลุ่ม “ฮิซบอลเลาะห์” ใน เลบานอน ปฏิบัติการป่วนพรมแดนอิสราเอลเป็นช่วงๆ คิดเป็นจำนวนเกือบ 1,200 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกว่า 2,000 คนไม่รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ที่มีกำลังพลหลักหมื่นถึงหลักแสนคน อย่างกลุ่มอัลฮาชิด อัลชาอาบี กลุ่มบาดีร์ กลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (ฮิซบอลเลาะห์สาขาอิรัก) การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธช่วยรัฐบาลซีเรีย รับมือสงครามกลางเมืองอย่างกลุ่มลาฟา กองพันไซเนบิยูนและกองพันฟาเตมิยูน ไปจนถึงกลุ่มการเมือง “ฮูตี” ในประเทศ เยเมน ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนแก่เส้นทางเดินเรือทะเลแดง กลุ่มเหล่านี้ถึงจะอยู่คนละประเทศ คนละเชื้อชาติ แต่ก็มีมุมมองคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะแนวความคิดที่ว่า พอกันทีกับระเบียบโลกเก่าที่เราถูกแบ่งแยกและปกครอง ที่สำคัญกลุ่มเหล่านี้ยังมีประสบการณ์ในสมรภูมิ ผ่านศึกจากการสู้รบกับกองกำลังรัฐอิสลามไอเอสมาเป็นเวลาเกือบทศวรรษ ไม่ใช่แค่ทหารชาวบ้านถือปืนทั่วไปมีนักวิเคราะห์เคยประเมินว่า หลังบอบช้ำ จากสงครามอิรัก-อิหร่านนานกว่า 8 ปี อิหร่านได้แปรสภาพตัวเองเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคที่มีเป้าหมายสู่ระดับโลก ดังนั้นหากมองในมุมนี้ ก็เป็นไปได้หรือไม่ว่า การตอบโต้ใดๆ จะต้องมีความรัดกุม แยบยล และหวังให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ทำแบบโฉ่งฉ่างและ เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้โจมตีเพิ่มเติม?วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม