ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง เบาใจกันได้แล้วว่า ทางโรงเรียนจะมีหนังสือแบบเรียนให้นักเรียนได้เรียนทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2567 เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โรงพิมพ์ต่างๆที่ทำสัญญากับองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เริ่มทยอยส่งหนังสือเรียนที่พิมพ์เสร็จแล้วไปยังร้านค้าและโรงเรียนต่างๆการจัดพิมพ์แบบเรียนปีนี้มีเวลาจำกัด องค์การค้าฯจึงจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือเรียนโดยวิธีการคัดเลือก เพราะหากใช้วิธีอี-บิดดิ้งจะทำให้ผลิตไม่ทันเปิดภาคเรียน คุณภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกโรงพิมพ์มาพิมพ์แบบเรียนครั้งนี้ปฏิบัติ ตามกฎหมายและระเบียนการจัดซื้อจัดจ้าง มีความโปร่งใส โดยเชิญสำนักพิมพ์ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีศักยภาพและขึ้นทะเบียนผู้ค้ามีคุณสมบัติครบถ้วนถึง 19 แห่งมารับงาน เพื่อกระจายให้ทั่วถึงมากที่สุด และลดความเสี่ยงในการผลิตไม่ทันถ้าผมมีคำถามให้ท่านผู้อ่านตอบเร็วๆ มีเวลาคิดแค่ 2 วินาที ถามว่า แบบเรียนของรัฐ (องค์การค้าฯ) กับแบบเรียนของสำนักพิมพ์เอกชน อย่างไหนดีกว่ากัน ผมเชื่อว่า หลายคนคงตอบว่าแบบเรียนของเอกชนแต่เท่าที่ผมเคยคุยกับผู้รู้ในแวดวงการศึกษาหลายคน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แบบเรียนของรัฐดีกว่า ทั้งเนื้อหาสาระ คุณภาพวัสดุ การจัดรูปเล่ม และราคาหนังสือเรียนของรัฐที่ผลิตโดยองค์การค้าฯ ต้นฉบับที่เอามาพิมพ์ต้อง เอามาจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ซึ่งนักวิชาการของ สสวท. ที่แต่งตำราเรียนเหล่านี้ล้วนเป็นระดับหัวกะทิ เป็นนักเรียนทุน เคยชนะการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ อีกทั้งรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการศึกษาให้ทุกปี และมีตัวชี้วัดว่านักเรียนจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้อย่างถูกต้อง ส่วนคุณภาพวัสดุและการจัดพิมพ์แบบเรียนของรัฐใช้ กระดาษอาร์ต พิมพ์ 4 สี พร้อมฝัง คิวอาร์โค้ด ให้สแกนดูสื่อดิจิทัลประกอบการเรียนรู้ด้วย หน้าปกหนังสือก็ ใส่ทราย ทำเงา ไม่ใช่แค่เคลือบยูวี ให้ความรู้สึกน่าจับน่าอ่าน ขณะที่แบบเรียนของสำนักพิมพ์เอกชนส่วนใหญ่ใช้กระดาษปรู๊ฟเมื่อเปรียบเทียบราคา แบบเรียนของรัฐเฉลี่ยต่อหน้าราคาประมาณ 30 สตางค์ ขณะที่ของสำนักพิมพ์เอกชนอยู่ที่ประมาณ 40–60 สตางค์ สาเหตุที่แบบเรียนของรัฐราคาถูกกว่าเพราะถูกควบคุมกำหนดราคาโดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา อีกทั้งองค์การค้าฯเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไรปัจจุบันมีโรงเรียนดังๆในหลายสังกัดที่ใช้แบบเรียนขององค์การค้าฯ โรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนทุ่งมหาเมฆ โรงเรียนอนุบาลสามเสน โรงเรียนเอกชน เช่น โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ โรงเรียนบีคอนเฮ้าส์แย้มสอาด โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ โรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์ โรงเรียนราชินีบน โรงเรียนในเครืออัสสัมชัญ โรงเรียนในเครือสารสาสน์โรงเรียนในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ เช่น โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงการเปิดเสรีตำราเรียนเป็นเรื่องดีที่ทำให้เกิดการแข่งขัน ลดการผูกขาด แต่สำหรับโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล ผมว่า ควรจะบังคับ ให้ใช้แบบเรียนของรัฐ ทั้งเนื้อหาสาระดี ราคาถูก และเป็นมาตรฐานเดียวกัน.“ลมกรด”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม