หลังจากที่แสดงบทบาท “ผู้นำประเทศ” ด้วยการสั่งย้ายสองพลตำรวจเอก แบบฟ้าผ่า มีเสียงปรบมือจากบรรดาแฟนๆ ไม่ใช่น้อย นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน บอกนักข่าวว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวน การยุติธรรม “คิดว่าเรื่องนี้เราพอเถอะ จบเถอะ” เราไปโฟกัสเรื่องงานดีกว่า ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปน่าจะหมายถึงขอให้สื่อยุติการประโคมข่าว เรื่องความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จนโดนฟ้าผ่า เพราะสื่อหยุดอยู่แล้ว เมื่อไม่มีความขัดแย้งระดับบิ๊กๆ ย่อมไม่เป็นข่าว แต่ทุกอย่างจะเดินไปตามกระบวนการยุติธรรมจริงหรือเป็นการแสดงละครตำรวจ ให้ทุกฝ่ายเลิกแล้วต่อกันต้องยอมรับว่าปัญหาทั้งปวง มีต้นตอมาจากกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ เคยศึกษาวิจัยเรื่อง “หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า” เศรษฐกิจนอกกฎหมายกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย พบว่ามีมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และอาจเป็นมูลเหตุของความขัดกันแห่งผลประโยชน์ดร.สังศิต เป็นคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่าตำรวจตั้งขึ้นครั้งแรกในสมัย ร.5 และยึดอุดมการณ์ศักดินา หลังรัฐประหาร 2490 ทหารเข้าคุมอำนาจการเมือง ทหารเข้าคุมตำรวจและทำให้ตำรวจกลายเป็น “กองทัพที่ 4” ต่อจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และปกครองแบบทหารตำรวจมียศนายร้อย นายพันและนายพล แบบเดียวกับทหาร และปกครองด้วยระบอบอุปถัมภ์ ใครที่หวังความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ต้องมี “ผู้อุปถัมภ์” ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย จึงมีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญา พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เขียนไว้ว่า ตำรวจถือคติ “การสอบสวนคืออำนาจ”ผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งพนักงานสอบสวน จะมีความเห็นทางคดีอย่างไรก็ได้ ตามกฎหมายอัยการคือผู้ชี้ขาดว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดคนใด ควรถูกฟ้องหรือไม่ แต่ปัจจุบันตำรวจเป็นหน่วยงานที่ผูกขาดอำนาจสอบสวนทั้งหมด จึงมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ และปฏิรูปการสอบสวน ถ้าไม่ปฏิรูปงานสอบสวนจะไม่มีประชาธิปไตยนักวิชาการถือว่างานสอบสวน เป็นหัวใจของกระบวนการยุติธรรม แต่ถูกทำให้บิดเบี้ยว เนื่องจากอุดมการณ์ศักดินาที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี ไม่เคยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ทำให้การปกครองด้วยระบบนิติรัฐ นิติธรรม ระบอบประชาธิปไตยที่มีนิติธรรมเป็นเสาหลัก จะมีอะไรเหลือ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม