สมกับเป็นนายกฯมาแรงแซงทุกโพล ประชาชนเชียร์อยู่ครบเทอม 4 ปีจริงๆ เพราะได้ใจพี่ป้าน้าอาเกษตรกรไทยไปเต็มๆ เมื่อ “นายกฯนิด–เศรษฐา ทวีสิน” หยิบ “ผ้าขาวม้าทอมือของไทย” ไปใส่ระหว่างเยือนประเทศออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ช่วยโปรโมตสินค้าไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ปลุกกระแสให้ “แฟชั่นผ้าขาวม้า” ฮิตฮอตสุดๆ เรื่องความหนุ่มอาจยอมถอยให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แต่เรื่องความเท่เฟี้ยว นายกฯนิดของเรากินขาด!! ตอกย้ำความเป็น “เซลส์แมนประเทศไทย” ขยันเดินสายโรดโชว์จีบนักลงทุนทั่วโลก“ตั้งแต่วันแรกที่ผมลงหาเสียง ได้ผ้าขาวม้ามาผูกเอวตลอดเวลา ความภูมิใจของชาวบ้านเวลาที่นำผ้าที่ทำเองมาผูกให้ ตั้งแต่วันนั้นผมคิดมาตลอด เราต้องนำผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านไปสู่ตลาดโลกให้ได้ ต้องช่วยเอาไปขายตามที่ต่างๆให้ได้ ผมเริ่มใส่ผ้าไทยตั้งแต่ประชุมซอฟต์พาวเวอร์แรกๆ ผ้าไทยที่ใส่ก็ตัดมาสวยงามโดยไทยดีไซเนอร์ ใช้ผ้าขาวม้าไฉไลสีสันสดใสมาตัดเป็นสูททันสมัย ผมตั้งใจตั้งแต่วันนั้นว่าผ้าไทยต้องพัฒนาไปไกลกว่านี้มากๆครับ”นายกฯนิดย้ำกับทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ตั้งใจโชว์ผ้าขาวม้าสู่สายตาชาวโลก ไม่ใช่ในฐานะแค่แฟชั่น แต่ผ้าขาวม้าทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการผูกมิตรไมตรี และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทย “มาฝรั่งเศสเมืองแฟชั่น ผมตั้งใจเอาผลิตภัณฑ์กระจูดของดีขึ้นชื่อของนราธิวาส และผ้าขาวม้า จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสินค้าท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นและเอกลักษณ์มาด้วย “ผ้าขาวม้า” คือเครื่องหมายของการผูกมิตร มีความเป็นสากล และมัลติคัลเลอร์ ถ้าเราต่อยอดและขยายตลาดในต่างประเทศได้ ในอนาคตข้างหน้าผ้าขาวม้าผืนละ 50 บาท อาจยกระดับราคาให้เป็น 1,000 บาทได้ และนั่นคือการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยครับ” นายกฯนิดปลุกกระแส “ผ้าขาวม้าโกอินเตอร์” ได้อย่างมีเอกลักษณ์ ระหว่างตะลุยหารือภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศสกว่า 10 ราย เพื่อเชิญชวนบริษัทรายใหญ่ๆของฝรั่งเศสให้มาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูชั้นนำของโลก LVMH และ RICHEMONT, ซีอีโอของ Formula 1, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง Bon Marche, Printemps และ Gallerie Lafayette, Airbus Group บริษัทผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศใหญ่ที่สุดในยุโรป, เครือโรงแรม ACCOR GROUP, VALEO ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและการผลิตส่วนประกอบ ระบบบูรณาการ และโมดูล สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์, บริษัท Forvia ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์เน้นพลังงานสะอาด, Stellantis บริษัทผลิตรถยนต์อันดับ 4 ของโลก, บริษัท EssilorLuxottica ผู้ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เลนส์สายตา แว่นกันแดด และกรอบแว่นตาระดับโลก, ผู้ผลิตยางรถยนต์มิชลิน, มิชลินไกด์, ยูทูบ, สมาคมโอต์กูตูร์ และองค์กร Colbert “คิดไว้ตั้งแต่ตอนที่ได้ผ้าขาวม้าผืนนี้มาตอนไปลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ว่าสีสวยสดแบบนี้ จะเอามาคล้องคอ ใส่คู่กับสูทสีน้ำเงินตอนเยือนฝรั่งเศส เป็นยังไงบ้างครับ แมตช์แล้วเข้ากันใช่ไหมครับ”...บอกได้คำเดียวว่าปังมากค่ะท่านนายกฯ ไม่ได้มีแต่เฉพาะผ้าขาวม้าไทยที่ได้แจ้งเกิดบนเวทีโลก แต่นายกฯนิดยังตั้งใจนำเสนอของดีจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่สายตาชาวโลกเป็นซีรีส์ใหญ่ด้วย “คิดไว้ตั้งแต่ตอนลงพื้นที่ไปภาคอีสานและภาคใต้ ว่าอยากเอาผ้าไทยและวัตถุดิบอื่นๆของไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง ผ้าครามสกล, ผ้าขาวม้า, อัญมณีไทย, เครื่องจักสาน และเครื่องหอมไทย มานำเสนอเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของแบรนด์ดัง ผมจึงตั้งใจใส่ผ้าขาวม้า จ.นครพนม เป็นผ้าพันคอ มาพบเพื่อแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงเทรนด์ดีไซน์ระดับโลกกับเอกชนรายใหญ่ของอุตสาหกรรมแฟชั่นฝรั่งเศสครับ ซึ่งกลุ่ม LVMH (Louis Vuitton Moët Hennessy) ที่ได้ควบรวมธุรกิจแบรนด์หรูต่างๆมากมาย มีแบรนด์ระดับไฮเอนด์ถึง 75 แบรนด์ในมือ ตั้งแต่แบรนด์แฟชั่น, อัญมณี, เครื่องสำอาง, น้ำหอม, ไวน์, สุรา มีรายได้ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาทต่อปี โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่มาจากเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่นถึง 30% ขณะเดียวกัน Kering คู่แข่ง LVMH ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าหรูจากฝรั่งเศส เป็นแบรนด์แม่ของเครือแบรนด์แฟชั่น รวม 18 แบรนด์ มีห้องทดลองนวัตกรรมวัตถุดิบ Materials Innovation Lab (MIL) ที่รักษาสิ่งแวดล้อมเป็นของตัวเอง ก็ได้แสดงความสนใจในวัตถุดิบไทย และรับไปพิจารณาครับ นอกจากจะนำเสนอวัตถุดิบของไทยแล้วผมยังเสนอให้ 2 บริษัท ทำ co–branding ร่วมกับแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยเป็นคอลเลกชันพิเศษระยะสั้น และเสนอให้เปิด pop–up store ในไทยมากขึ้น พร้อมแก้ไขปัญหาด้านภาษีและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็น shopping paradise”...“นายกฯนิด” ตั้งใจเลือกคล้องผ้าพันคอผ้าขาวม้าจากนครพนม ตอนพบ “มร.เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์” เจ้าของอาณาจักรแบรนด์สินค้าหรู LVMH นายกฯนิดยังคุมคอนเซปต์การคล้องผ้าขาวม้าเก๋ๆ ฝ่าความหนาวไปลุยต่อ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “better infrastruc ture in an age of risk, scarcity and emergency” แบ่งปันประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยในงาน “มหกรรมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ” (MIPIM 2024) The Global Urban Festival ที่เมืองคานส์ และประชุมออนไลน์กับซีอีโอของ Formula 1 ชวนมาจัดแข่งที่ประเทศไทยในปี 2027 เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย โมเมนต์สำคัญที่คว้าใจทางการทูต แสดงให้เห็นถึงไมตรีจิตของไทยที่มีต่อฝรั่งเศส ก็ตอนที่ “นายกฯนิด” เลือกคล้องผ้าขาวม้าสีธงชาติไทยและฝรั่งเศส ตอนหารือกับ “ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส” ผู้นำต่างวัยหารือกันหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่อง 8 เสาหลักที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งเรื่องของประเทศไทยในการเป็น Avia tion Hub “นายกฯนิด” ขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย โดยเสนอให้ Airbus จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยด้านธุรกิจการบินอวกาศ และเสนอความร่วมมือด้านการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานอย่างยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel-SAF) เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางการบินของไทย ส่วนเป้าหมายการเป็น Future Mobility Hub ได้เชิญชวนบริษัทยานยนต์ฝรั่งเศสที่ผลิต เครื่องยนต์และแบตเตอรี่ไฟฟ้าลงทุนในไทยมากขึ้น และเสนอจัดทำ Green Lane กับอียู สำหรับลดภาษีสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยฝรั่งเศสสนใจอย่างมากที่จะมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาระบบรางสู่ Logistic Hub ของไทย ขาดไม่ได้คือการเชิญชวนให้ฝรั่งเศสมาร่วมเป็นหุ้นส่วนในโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย พร้อมมาลงทุนเรื่องพลังงานสะอาด, รถยนต์ EV, สร้างความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ เช่น ผ้าไทย ตลอดจนการลงทุนและให้การสนับสนุนด้านแฟชั่น โดยเฉพาะแฟชั่นชั้นสูง ซึ่งเป็นสาขาที่ฝรั่งเศสมีความโดดเด่น และหากผลงานของดีไซเนอร์ไทยได้มาแสดงในงาน “ปารีส แฟชั่น วีก” หรือได้จัดแสดงในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของฝรั่งเศส ก็จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของคนวงการแฟชั่นไทย และเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการค้า ท่านนายกฯได้ขอรับการสนับสนุนในการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปด้วย ทำไมต้องให้ความสำคัญกับฝรั่งเศส เพราะฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าลำดับที่ 24 ของไทย มีมูลค่าการค้า 5,280.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออกน้อยกว่านำเข้าสินค้าจากฝรั่งเศส สินค้าส่งออกสำคัญมีตั้งแต่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ, เลนส์, เครื่องคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ปี 2566 สถิติลงทุนของบริษัทฝรั่งเศสกับ BOI มีมูลค่าการลงทุน 7,830 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวฝรั่งเศสมาไทยกว่า 545,000 คนต่อปี ซึ่งท่านนายกฯเชื่อว่าทั้ง 2 ประเทศ สามารถขยายการค้าการลงทุนระหว่างกันได้มากกว่านี้ จึงตั้งใจมาพูดคุยกับห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของฝรั่งเศส เพื่อพาสินค้าไทยไปให้ไกลระดับโลก เปิดโอกาสให้สินค้าฝีมือคนไทย ทั้งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม, ผ้าฝ้าย, เครื่องประดับ, อัญมณี รวมไปถึงของตกแต่งบ้าน คาดว่าปลายปีนี้จะได้ร่วมกันจัดอีเวนต์ หรือ pop-up ในไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ของไทยและเยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์แบรนด์ระดับโลก อีกภารกิจสำคัญของการเยือนฝรั่งเศสคือการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ แนะนำสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยไปสู่สายตาชาวโลกให้มากที่สุด “นายกฯนิด” เลือกผ้าขาวม้าสีสดแจ่มจากกาฬสินธุ์มาพันคอ ส่วนแม่ทัพใหญ่โปรเจกต์ซอฟต์พาวเวอร์ “อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” ใส่สูทผ้าครามจาก จ.สกลนคร นับเป็นดรีมทีมที่ทำงานเข้าขากันสุดๆ หนึ่งในหมุดหมาย โรดโชว์ครั้งนี้รวมถึงการเยือนเยอรมนี โดยระหว่างร่วมงาน “Inter nationale Touris mus-Börse Berlin 2024” (ITB Berlin 2024) งานแสดงสินค้าด้านการท่องเที่ยวใหญ่สุดในโลก “นายกฯนิด” ตั้งใจหยิบของดีที่มีอยู่ทุกเมืองในประเทศไทย มานำเสนอเป็นซอฟต์พาวเวอร์ โดยประกาศชัดว่า “ไทยต้องเป็นจุดขายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เราจะสนับสนุนศักยภาพของทุกจังหวัด เพื่อให้ทุกเมืองของเราเป็นเมืองท่องเที่ยว แล้วปีหน้าเราจะเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการยกระดับการท่องเที่ยวสู่ World Class Destination แล้วจะกลับมาจัดงานที่ ITB อย่างยิ่งใหญ่ แบบ Real Touch ท่องเที่ยวไทย ปี 2024 ไทยตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 3.5 ล้านล้านบาท โดย 2.3 ล้านล้านบาท มาจากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ คาดว่าจะมีนักเดินทางจากยุโรป, แอฟริกา และตะวันออกกลาง เข้ามาเที่ยวที่ประเทศไทยกว่า 8.5 ล้านคน เป็นรายได้ 670,000 ล้านล้านบาท รัฐบาลตั้งใจให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) เป็น Homestay ของคนทั่วโลก เราจึงปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ปรับปรุงความสะดวกในการเดินทาง เช่น การยกเว้นวีซ่าชั่วคราว พร้อมผลักดันให้เกิด “One Visa, Free your Destination” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคร่วมกัน ผมเชื่อมั่น ว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก รอเพียงโอกาส และสนับสนุนผลักดันให้เปล่งประกาย ที่ผ่านมาเราอาจยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ศึกษาดูการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวของประเทศอื่นๆ จากนี้เราต้องมองให้ใหญ่กว่าที่เคยคิดไว้ ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะเป็น Tourism Hub ที่มากกว่าแบบเดิมๆ”งานนี้ “นายกฯนิด” อ้อนเบาๆว่า “เดินทางถึงเยอรมันแล้วครับ ลงเครื่องมาอุณหภูมิอยู่ที่ 2 องศา ได้ผ้าขาวม้าสวยๆจากพี่น้องชาวร้อยเอ็ดนี่แหละครับช่วยให้อบอุ่น และเนื่องจากมาร่วมบูธของประเทศไทย ผมเลยเลือกเอาฝ้ายครามธรรมชาติ จ.สกลนคร มาคล้องคอด้วย “สีคราม” เมืองสกล เป็นสีย้อมผ้าที่เก่าแก่ที่สุด ถูกขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งสีย้อม” ของดีต้องขออวดหน่อยครับ”ยอมใจในความขยันและทุ่มเทของท่านนายกฯจริงๆ เอาหัวใจล้านดวงไปเลยค่ะสุดยอดเซลส์แมนประเทศไทย!!ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่